แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Japan Trip 2014 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Japan Trip 2014 แสดงบทความทั้งหมด

30 มกราคม 2558

mini Review: Nihonbashi Villa Tokyo

Nihonbashi Villa Tokyo

website >> http://www.hotelvilla.jp/e/guide.html




ตามที่ได้บอกไปแล้วในบล็อกก่อนๆ เราไปญี่ปุ่นทริปนี้แบบกะทันหัน จองโรงแรมไม่ได้ครบทุกวันที่พัก
ที่นี่เป็นโรงแรมที่เราจองตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว แบบว่าจองวันนี้ พรุ่งนี้เข้าพักเลย

ที่เราเลือกที่นี่มีเหตุผลอยู่ 3-4 ข้อ คือ ราคาอยู่ในงบ โรงแรมตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Toyoko inn Tokyo Akiba Asakusabashi-eki Higashi-guchi โรงแรมเดิมที่เราพัก ทำให้เดินไปได้ ไม่ต้องแบกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เข้าที่สถานีรถไฟอีก แล้วก็ดูจากรูปและรีวิวในเว็บ booking.com กับ agoda แล้วพบว่าอยู่ในเกณฑ์ดี


Note สิ่งที่โง่มากคือเราเพิ่งมาพบที่หลังว่าโรงแรมอยู่ใกล้สถานี JR Bakurocho มากกว่า Asakusabashi แต่เรากับเพื่อนเดินไปขึ้นรถไฟที่สถานี Asakusabashi กันทุกวันเลย (- -")

โรงแรม Nihonbashi villa สภาพค่อนข้างใหม่ ทั้งสภาพภายนอก Lobby และในห้องพัก
ห้องพักจะกว้างกว่าที่ Toyoko inn ค่ะ ห้องที่เราได้เป็นห้องมุมพอดี 
กระจกบานใหญ่สะใจมากกกก เหมาะแก่การแต่งหน้าอย่างยิ่ง 5555+
ชุดนอนจะวางไว้ให้ในห้องเลย ไม่ต้องเดินไปหยิบเองแบบที่ Toyoko inn นะคะ ;-)

ตอนที่จอง เราจองผ่านมือถือและหาไม่เจอว่ามีให้เลือก smoking room หรือ non-smoking room ตรงไหน แต่เราเขียน require ไปว่าขอ non-smoking room ซึ่งก็ได้ห้องที่ไม่มีกลิ่นบุหรี่เลย




28 มกราคม 2558

mini Review: K's house Mt. Fuji

K's House Mt. Fuji 
website >> http://www.kshouse.jp/fuji-e/facilities/index.html

K's House เป็น Hostel เครือดังเครือนึงในญี่ปุ่นเลย เป็นที่นิยมทั้งของคนไทยและต่างชาติมาก
มีสาขาอยู่หลายแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น
สำหรับสาขาที่จะพูดถึงนี้ คือ สาขาที่ Kawaguchiko หรือที่ใช้ชื่อว่า K's House Mt. Fuji 

K's House Mt. Fuji ตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจาก Kawaguchiko station 
ดังนั้น การเดินทางที่แนะนำเพื่อเข้ามาที่นี่ คือ รถบัส
แต่ถ้าถามว่าเดินได้มั้ย? 
ตอบเลยว่า สามารถเดินได้แบบเหนื่อยๆค่ะ (เราเดินไป-กลับมาแล้ว เดินดูเมืองไปเรื่อยๆแบบชิลๆ)

หรืออีกทางหนึ่ง คือ ที่ K's House มีบริการรถรับ - ส่ง ไปที่ Kawaguchiko station (free pick up service) ทุกวัน ระหว่างเวลา 8.00 - 19.30 น.
โดยขาจาก Kawaguchiko station - K's House จะต้องมีการนัดล่วงหน้าให้เค้ามารับ
ส่วนขาจาก K's House - Kawaguchiko station จะต้องไปลงชื่อที่เค้าเตอร์ด้วย เพราะรถรับคนได้จำกัดค่ะ

เราสอบถามจากพนักงานได้ความว่า บริการนี้ คือ ให้แค่ 2 ครั้งต่อแขก 1 คนเท่านั้น (คือ ขาไปกับขากลับ) ไม่ใช่ว่าจะออกจากโรงแรมไป  Kawaguchiko station ทุกครั้งก็ใช้บริการรถนี้ได้
แต่คิดว่าถ้าช่วงไหนรถว่าง คนไม่เยอะ เค้าก็คงไม่ได้สติ๊กอะไรมากนะคะ 



แม้ว่าที่ตั้งจะไกลจาก Kawaguchiko station พอสมควร 
แต่ข้อดีคือ ใกล้ทะเลสาบมากค่ะ สามารถเดินไปได้ แถมยังราคาย่อมเยาว์ เหมาะกับคนงบน้อย (อย่างเรา)

ในเรื่องของการฝากกระเป๋า ถ้าเรามาก่อนเวลา check-in สามารถฝากกระเป๋าไว้ก่อนได้ โดยเค้าจะมีห้องเก็บสัมภาระห้องนึงแยกต่างหากเลย ซึ่งเรามองว่าดีนะคะ ดูปลอดภัยดี

ห้องที่เราพักเป็นห้องแบบ Japanese private ensuite room (มีห้องน้ำในตัว) สำหรับ 2 คน
เข้าไปตอนแรกจะเป็นห้องแบบญี่ปุ่นทั่วไป
ฟูกและที่นอนจะอยู่ในตู้ตรงทางเข้า พอจะนอนก็เอามาปู
อันนี้เป็นรูปก่อนและหลังปูที่นอนแล้ว


ส่วนห้องน้ำที่อยู่ในห้องพัก สภาพโอเค ขนาดก็เล็กแบบโรงแรม 2-3 ดาวในญี่ปุ่นทั่วไปค่ะ


เราแอบไปดูห้องน้ำที่เป็น shared bathroom มาด้วย สะอาดมากๆเลยค่ะ (ไม่ได้ถ่ายรูปมา)

สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆใน K's House ก็ครบครันมาก
ส่วนกลาง มีทั้งครัว สามารถทำอาหารได้ มีไมโครเวฟสำหรับอุ่นอาหาร กระติกน้ำร้อน 
ห้องนั่งเล่นมีทั้งแบบโต๊ะธรรดาแล้วก็นั่งพื้นแบบญี่ปุ่น พอหัวค่ำเหล่าบรรดา backpacker ทั้งหลายจะมานั่งรวมกันอยู่ นั่งคุยเล่นกันอยู่ตรงนี้แหละ

จักรยานก็มีให้เช่า เราจำราคาต่อชั่วโมงไม่ได้ แต่ถ้าใช้หลายชั่วโมงก็เหมาเป็นวันไปเลยได้ ไม่แพงค่ะ

พนักงานยิ้มแย้ม อัธยาศัยดี

แต่ข้อเสียอีกอย่างที่เรานึกได้คือ ที่นี่ไม่มีลิฟท์ 
ดังนั้น ถ้าห้องอยู่ชั้นบนๆ แล้วเอากระเป๋าใบใหญ่ไปล่ะก้อ..... แบกเหนื่อยเลยค่ะ 

สรุปโดยรวม เราค่อนข้างชอบเลย ข้อดีมีเยอะ เทียบกับราคาแล้วถือว่าโอเคมากๆ 

p.s. 
การเดินทางมาที่ Kawaguchiko ของเราไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ก่อน เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะสามารถซื้อตั๋วรถบัสจากเกียวโตมาที่ Kawaguchiko ได้หรือไม่ ก็เลยไม่ได้จองที่พักไว้ล่วงหน้า
มาหาที่พักกันวันก่อนเข้าพัก 1 วัน ซึ่งตอนดูในเว็บ มันขึ้นว่า Full แต่พอ message Facebook ไปถามก็พบว่ายังมีห้องว่างอยู่ค่ะ 
เพราะฉะนั้น ถึงเว็บขึ้นว่าเต็มแล้ว แต่ลองถามโดยตรงอีกทีก็ดีนะคะ

26 มกราคม 2558

Day 8-11: Tokyo (2) - Kawasaki

Day 1: Osaka กุหลาบงามกลางเดือนพฤษภาคม
Day 2: Osaka Amazing Pass
Day 3-4: Kyoto Aoi Matsuri
Day 5: Nara and Night bus to Kawaguchiko
Day 6: Kawaguchiko มาปั่นจักรยานกันเถอะ
Day 7: Fuji Shibazakura Festival
Day 8-11: Tokyo (1)
Day 8-11: Tokyo (2) - Kawasaki

∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇

บล็อกนี้จะเป็นบล็อกสุดท้ายสำหรับทริป Japan 2014 ของเราแล้วนะคะ 
การไปเมือง Kawasaki เป็นการเที่ยวใน Day 9 ของเรา แต่เนื่องจาก Day 8, 10 และ 11 เราไปรวมไว้ในบล็อกก่อนหน้านี้หมดแล้ว บล็อกนี้เลยกลายมาเป็นบล็อกสุดท้ายแบบงงๆ

วันนี้เราจะออกนอกเมืองโตเกียวกัน 
เป้าหมายของเราอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Fujiko F. Fujio หรือพิพิธภัณฑ์โดราเอมอน ที่เมือง Kawasaki

Fujiko F. Fujio Museum




website >> http://fujiko-museum.com/english/

สำหรับการซื้อบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Fujiko F. Fujio หรือพิพิธภัณฑ์โดราเอมอนนี้ สามารถซื้อได้ที่ร้าน Lawson จากตู้ Loppi

ตอนซื้อเราจะต้องระบุวันและรอบเวลาที่เราจะเข้าชมด้วย 
โดยเราสามารถตรวจสอบวันที่พิพิธภัณฑ์ปิดทำการได้จาก http://fujiko-museum.com/english/calendar/
ปกติจะหยุดทุกวันอังคาร แต่ถ้าวันอังคารเป็นวันหยุดราชการอยู่แล้วก็จะหยุดในวันถัดไปค่ะ
ในแต่ละวันจะมีรอบเวลา 4 รอบ คือ 10.00 12.00 14.00 และ 16.00 น.
ราคาตั๋วสำหรับผู้ใหญ่ คือ คนละ 1000 เยน

ตัวตู้ Loppi จะมีแต่ภาษาญี่ปุ่นนะคะ ถ้าใครสกิลภาษาญี่ปุ่นเป็นศูนย์แบบเรา ลองถามพนักงานดูนะคะ ให้เค้าช่วยจองให้ได้ หรือถ้าใครอยากซื้อบัตรตั้งแต่ก่อนไป เราเห็นในอินเตอร์เน็ตมีคนรับจองให้อยู่เหมือนกันค่ะ 
ตอนเราไป หน้าเว็บไม่มีสอนวิธีกดตู้เป็นภาษาอังกฤษเลย แต่ล่าสุดตอนนั่งเขียนบล็อคนี้เราลองเข้าไปดูในเว็บอีกที พบว่ามีอยู่นะคะ แต่ไม่แน่ใจว่าละเอียดพอที่เราจะสามารถกดตู้ได้เองหรือไม่ ลองดูค่ะ >> http://l-tike.com/fujiko-m/english/

การเดินทาง
สามารถไปได้หลายทาง




สำหรับเรา เราเลือกนั่งไปรถไฟไปลงที่ Noborito station แล้วนั่ง shuttle bus ต่อไปยังตัวพิพิธภัณฑ์ค่ะ เราจำค่ารถไม่ได้ เนื่องจากใช้บัตร suica แตะเพื่อจ่ายเงิน
Shuttle bus จะเป็นลายการ์ตูน มีหลายลายเลย ถ้าโชคดีอาจจะได้เจอคันที่เป็นลายโดราเอมอนเลย

วันที่เราไป อากาศค่อนข้างแย่มาก ฝนตกตลอดเวลา หนักๆเบาๆ สลับๆกัน ทำให้อากาศหนาวมากกก ตอนไปยืนรอ shuttle bus นี่หนาวจนสั่นเลย

ในส่วนของตัวพิพิธภัณฑ์ จะมีทั้งส่วนที่ถ่ายรูปได้และถ่ายรูปไม่ได้
พิพิธภัณฑ์นี้จะเป็นการรวบรวมผลงานของอาจารย์ Hiroshi Fujimoto ผู้วาดการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนที่ทุกคนรู้จักนั่นเอง
แต่ขออนุญาตไม่สปอยนะคะว่ามีอะไรบ้าง ลองไปดูเองดีกว่าเนอะ เดี๋ยวไม่ตื่นเต้ลลล ^-^




ที่เห็นในรูปว่าไม่มีคน ไม่ใช่อะไรค่ะ ฝนตกอยู่ แต่ฝนเป็นละอองเส้นเล็กมากๆ เวลาถ่ายรูปออกมาเลยมองไม่ค่อยเห็น

ภายในพิพิธภัณฑ์ นอกจากจะมีการแสดงผลงานของอาจารย์ Fujimoto แล้ว ยังมีส่วนที่เป็นคาเฟ่และร้านขายของที่ระลึกด้วย

จริงๆ มีของที่อยากได้เยอะเลย แต่สุดท้ายยอมตัดใจ เพราะรู้ว่าถึงซื้อกลับมา มันก็จะต้องไม่แคล้วโดนฝุ่นเกาะอยู่ในตู้โดยที่ไม่มีใครไยดีแน่ๆ เลยซื้อมาแค่โปสการ์ดแผ่นเดียว กับไปเล่นกาชาปองเป็นของฝากให้เพื่อนๆ ที่เมืองไทย
เราเล่น 3 ครั้ง กว่าจะได้ตัวโดราเอมอน แถมครั้งที่ได้ เพื่อนเป็นคนเล่นให้อีกต่างหาก
ส่วนเพื่อนเรา นางเล่น 2 ครั้ง ได้โดราเอมอน 2 ตัวเลย (นางมีดวงด้านนี้จริงๆ)


ออกจากพิพิธภัณฑ์โดราเอมอน เรากับเพื่อนก็นั่ง Shuttle bus กลับไปที่ Noborito station (จริงๆ แล้ว อยากเดินอยู่นะคะ แต่ฝนยังตกอยู่ เลยนั่งรถดีกว่า)

วันนี้ เราไม่มีแพลนอะไรกันแล้ว แต่ยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งวันแน่ะ
ระหว่างอยู่ที่สถานี Noborito station เพื่อตัดสินใจว่าจะไปไหนต่อดีกันนั่นเอง เพื่อนเราก็เข้าไปในเว็บ Tripadvisor ลอง search สถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณนั้นดู ก็เลยไปค้นพบสถานที่แห่งหนึ่ง 
รีวิวใน Tripadvisor ส่วนใหญ่เห็นมีแต่ฝรั่งไป แล้วรีวิวออกมาค่อนข้างดีเลย คนชอบกันเยอะ สุดท้ายเรากับเพื่อนก็เลยตัดสินใจจะไปกัน

Nihon Minka-en หรือ Japan open-air folk house museum

ระหว่างที่อยู่ใน Noborito station นี้ ฝนเริ่มซา ดูจากระยะทางแล้ว คิดว่าน่าจะพอเดินได้ เรากับเพื่อนเลยตัดสินใจเดินกันค่ะ 
จากสถานีใช้เวลาเดินประมาณ 30 นาที
(จริงๆ ถ้าเดินไปจาก Fujiko F. Fujio museaum จะใกล้กว่าเดินไปจาก Noborito station อีก เหอะๆ ค้นพบช้าไปหน่อยนึง)


ระหว่างทางเดินไปก็จะเจอป้ายที่พื้นแบบนี้ แสดงว่ามาถูกทางแย้วววว

ส่วนการเดินทางจริงๆ แบบสามารถเตรียมตัวมาก่อนได้ มีหลายวิธีลองเลือกกันได้ตามสะดวก



ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณ โดยเค้าจะจำลองบ้านญี่ปุ่นจากภูมิภาคต่างๆ รวมกันไว้ เนื้อที่ค่อนข้างเยอะเลยค่ะ เรากับเพื่อนเดินไม่ทั่ว เพราะกว่าจะไปถึงก็ 4 โมงนิดๆแล้ว และที่นี่ปิดเวลาประมาณ 5 โมง

วันที่เราไป เงียบมากกกกกกกกกกกก (ก. ไก่ล้านตัว)
มีเรา เพื่อน คุณลุง รปภ. และคุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นอีก 1 คู่ นอกนั้นไม่มีใครเลย ท่ามกลางพื้นที่อันกว้างขวาง
แถมพอเดินๆ ไปก็เหลือเรากับเพื่อนกันสองคน บรรยากาศวังเวงเล็กๆ (เพราะเริ่มเย็นแล้ว) สถานที่นี้เป็นของเราสองคนจริงๆค่ะ 





ภายในตัวบ้านบางหลังจะมีการจัดพวกของใช้ เตา อะไรแบบนี้ไว้ด้วยค่ะ 
ได้บรรยากาศมาก เราชอบที่นี่มากกว่า Museum of Housing and living ที่โอซาก้ามากๆ อันนั้นดูเฟคๆ อันนี้ดูจริงกว่ากันเยอะะะ คุ้มค่าเข้าชม 500 เยนมากๆ
ไม่รู้จะบรรยายยังไงจริงๆ เป็นการมาที่นี่แบบฟลุ๊คๆ แล้วประทับใจ 555+

ใครที่มาเมืองนี้เพื่อชมพิพิธภัณฑ์โดราเอมอนอยู่แล้ว และมีเวลาเหลือ แนะนำให้มาที่นี่ด้วยค่ะ อย่าได้พลาด

ติดกันจะมีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อยู่ด้วย แต่แน่นอนว่ากว่าเราจะเดินออกจาก Nihon Minka-en มันก็ปิดแล้ว ถ้าใครมีเด็กๆ มาด้วยอาจจะลองเข้าไปดูได้ค่ะ

เราขอปิดทริป Japan 2014 ของเราตรงนี้เลยแล้วกันนะคะ 



เจอกันอีกทีทริปหน้า Japan 2015 คราวนี้เราจะไปตามหาซากุระตอนเดือนเมษากัน
โดยครั้งหน้า เราจะไปซ้ำที่ Kansai อีกรอบนึง เป็นเวลา 7 วันเต็ม และแน่นอนว่ารอบหน้าจะต้องไป Himeji castle ที่กำลังจะรีโนเวทเสร็จสมบูรณ์ในปลายเดือนมีนาคม 2015 และ Universal Studio Japan ที่ตอนนี้เปิดโซน Harry Potter อย่างสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว

p.s. เราหลงรักเกียวโตมากๆ ชอบคันไซมากกว่าคันโต ถ้ายกภูเขาไฟฟูจิมาไว้ที่นี่ได้อีกอย่างจะ perfect มากเลย <3 

19 มกราคม 2558

Day 8-11: Tokyo (1)

Day 1: Osaka กุหลาบงามกลางเดือนพฤษภาคม
Day 2: Osaka Amazing Pass
Day 3-4: Kyoto Aoi Matsuri
Day 5: Nara and Night bus to Kawaguchiko
Day 6: Kawaguchiko มาปั่นจักรยานกันเถอะ
Day 7: Fuji Shibazakura Festival
Day 8-11: Tokyo (1)
Day 8-11: Tokyo (2) - Kawasaki

∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇

วันที่ 8, 10 และ 11 เราเที่ยวในโตเกียวล้วนๆ เลยค่ะ แล้วเที่ยวไม่เยอะมากค่ะ หมดเวลาไปกับการช็อปปิ้งและนอนตื่นสาย อีกทั้งเราแทบไม่ได้หาข้อมูลไปก่อนเลย เรียกว่าแทบไม่มีข้อมูลอะไรจะให้เลยค่ะ เลยขอรวบไว้ในบล็อกเดียว

แต่ขอแนะนำหนังสือท่องเที่ยว 1 เล่ม เพื่อนเรายืมมาจากห้องสมุดค่ะ
มันดีเลยล่ะ ใครตั้งใจเที่ยวในโตเกียว + รอบๆ แนะนำเล่มนี้เลยค่ะ 
เราก็ดูจากเล่มนี้แหละ หรือถ้าพูดให้ถูกคือเล่มนี้ช่วยชีวิตเราไว้เลยค่ะ :D



ส่วนวันที่ 9 เราจะออกไปนอกเมืองกัน ขอแยกไว้อีกบล็อกนึง
= -- = -- = -- = -- = -- =

หลังจากความดราม่าในชีวิตผ่านพ้นไป 
สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การเข้าวัดทำบุญ ^-^

และแน่นอนว่า ถ้าพูดถึงวัดในโตเกียว ทุกคนต้องคิดถึง "วัด Sensoji" หรือที่คนทุกคุ้นเคยกันในชื่อ "วัด Asakusa"

วัด Sensoji





วัดเซ็นโซจิ (Sensoji) เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว มีสัญลักษณ์สำคัญคือ โคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าทางเข้าวัด วัดนี้ตั้งอยู่ในย่าน Asakusa ทำให้บางคนก็เรียกว่าวัด Asakusa

พอเดินผ่านโคมไฟสีแดงเข้าไปแล้ว เราจะเจอกับถนน Nakamise ซึ่งเป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้า ขายของฝาก ขนม ของที่ระลึก บลาๆๆๆ เรียกได้ว่าคอยดึงคนตั้งแต่ยังไม่เข้าถึงวัดเลยก็ได้ 
ตอนไปญี่ปุ่นครั้งแรก เมื่อสิบกว่าปีก่อน เราไปกับทัวร์ ไกด์ต้องคอยย้ำว่าให้ไปไหว้พระที่วัดก่อน แล้วค่อยมาช็อปปิ้งตอนขากลับ ...ไม่อย่างนั้นคนคงหยุดกันอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ถึงตัววัดสักที
แต่รอบนี้ เรากับเพื่อนมุ่งมั่นเรื่องการไปวัดมาก ไม่ได้แวะร้านไหนเลยค่ะ ตรงดิ่งไปที่ตัววัดเลยค่ะ




ก่อนถึงตัววัด ก็เช่นเดียวกับวัดที่ญี่ปุ่นวัดอื่นๆ คือจะมีน้ำให้เราตักล้างมือ ชำระล้างร่างกายให้สะอาด (ล้างมือพอนะคะ บางคนอาจจะบ้วนปากด้วย แต่ไม่มีใครถึงขั้นอาบน้ำหรอกนะ 5555+) 
หลังจากล้างมือเสร็จ ก็ไปซื้อธูปเพื่อไหว้พระทำบุญค่ะ 
พอปักธูปแล้ว เป็นธรรมเนียมเลยว่า เราจะต้องโบกธูปเข้าหาตัว เป็นเหมือนการนำสิ่งดีๆเข้ามาให้ตัวเองค่ะ (แสบตามาก ยังกะอยู่ในวัดเล่งเน่ยยี่เลยทีเดียว)

ขั้นตอนการไหว้พระขอพรยังมีอยู่อีกนิดหน่อย แต่บอกตามตรงว่าจำไม่ได้แล้ว T^T (จะมีการไหว้ ตบมือ โยนเหรียญ สั่นกระดิ่ง ขอพร แต่มันจะมีขั้นตอนอยู่ค่ะ ...เอาเป็นว่ามองหาคนญี่ปุ่นแล้วทำตามล่ะกันนะ)
ที่นี่เราได้ไปเสี่ยงเซียมซีด้วย มีภาษาอังกฤษด้วยค่ะ ไม่ต้องห่วง
ส่วนเรื่องเครื่องรางบอกเลยว่าราคาสูงกว่าที่เกียวโตพอสมควรเลย  

บริเวณรอบๆวัด จริงๆ มีจุดที่น่าสนใจหลายจุดนะคะ ถ้ามีเวลาอยากให้ลองเดินไปเรื่อยๆ


Imperial Palace




จุดมุ่งหมายของเรา คือ สะพานแว่นตา แต่งงกับประตูมากมาย เดินไปเดินมาเจอแต่พิพิธภัณฑ์กับดอกหญ้า จนในที่สุดถึงได้รู้ว่ามาผิดทาง...
แต่ไม่เป็นไรค่ะ สนุกดี แต่เห็นอีกบรรยากาศหนึ่ง ที่สำคัญคนน้อยมากๆ สถานที่เป็นของเรา 555+




จากที่นี่ เดินข้ามไปสวนสาธารณะค่ะ จะมีคุณซามูไรอยู่ 
(มีประวัติอยู่ในหนังสือที่แนะนำไปข้างบนค่ะ ...เราจำไม่ได้แล้ว)



ตลาดปลา Tsukiji

หลงตามเคยค่ะ เดินเลยตลาดไปเฉยเลย กว่าจะรู้ตัวแล้วเดินกลับมาก็เริ่มสายแล้ว ดูประมูลปลาไม่ทัน T^T

ไม่เป็นไรค่ะ ไปทานซูชิกันดีฟ่าาาาา
แถวยาวได้ใจ แต่ไม่เป็นไร เราไม่หิว เรารอได้
ร้านนี้ ไม่น่าใจว่าชื่อร้านอะไร แต่มันจะมีอยู่สองร้านที่คนต่อแถวยาวๆ เราก็เลือกเอาร้านนึงคือร้านนี้ (เหตุผลเพราะเราเดินมาร้านนี้ก่อน)





เชฟแนะนำให้ทานเป็นเซ็ทค่ะ ...จริงๆ เราไม่อยากทานเซ็ท เพราะมันเช้ามาก ปกติเราไม่ได้ทานข้าวเช้ากลัวจะอิ่มเกินไป ท้องจะรับไม่ไหวเอา แต่เพื่อนบอกว่าไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว ยังไงก็ต้องลองนะ แถมเชฟเฮีย recommend มาก ก็เลย เอาก็เอาว่ะ !

รสชาติไม่ต้องพูดถึง อร่อยมาก สดมาก ขนาด "อุนิ" ที่เราเคยเล่าไปในบล็อคก่อนหน้านี้ว่ารสชาติแย่เกินบรรยาย ที่นี่ยังถือว่ากินได้ค่ะ (สำหรับเรา อุนิ มันก็ไม่อร่อยอยู่ดี แต่อันนี้คือไม่ทรมานจะเป็นจะตายแบบครั้งแรกที่ได้ลอง)




ย่าน Shopping

เราไม่ได้ไปทั้งหมดในวันเดียวนะคะ กระจายไปหลายวัน แต่ขอรวบเอาไว้ด้วยกัน
ในโตเกียว เราเที่ยวค่อนข้างน้อยมาก หนักไปทางช็อปปิ้งกันเยอะ ส่วนใหญ่ไม่ซื้อด้วย เป็นการเดินดูซะมาก (ก็ผู้หญิงอ่ะนะ)
ยกตัวอย่างง่ายๆ โดยปกติ คนทั่วไปมักจะจัดตารางเที่ยว Shibuya - Harajuku (+ศาลเจ้าเมจิ) - Shinjuku ใน 1 วัน
แต่กรณีของเรา ไปได้แค่ Shibuya กับ Harajuku เท่านั้นค่ะ แถมไปศาลเจ้าเมจิไม่ทันอีกต่างหาก ไปถึงศาลเจ้าก็ถึงเวลาปิดพอดี เพราะมัวแต่หลงกับการดูของที่ Shibuya (แค่ Tokyu Hand ห้างเดียว อยู่กันประมาณ 4 ชั่วโมง - -")

Akihabara
ย่าน Akihabara เป็นย่านที่เหล่าคนรักการ์ตูนต้องมาค่ะ โอตาคุทั้งหลายมารวมกันอยู่ที่นี่แหละ แต่เนื่องจากเพื่อนเราที่ไปด้วยกัน นางไม่มีความสนใจในการ์ตูนญี่ปุ่นเลย เราเลยไม่ได้เดินที่นี่มากนักค่ะ 

เป้าหมายการมาที่นี่ของเรา คือ การตามหากันพลาให้น้องชายที่ห้าง Yodobashi
กันดั้มเยอะมากกกกกก พอไปถึงแผนกกันดั้ม เราเปิด video call กับน้องชาย น้องชายเห็นของที่ขายแล้ว ตาลุกวาว แทบจะกระโดดเอาตัวเองส่งผ่านสายโทรศัพท์ข้ามประเทศมาเลยทีเดียว




ข้อดีของการซื้อของที่ห้าง Yodobashi คือเราสามารถทำ Tax free ได้เลยค่ะ 

อย่างเราซื้อกันพลา 3 ตัว ก็เกิน 10,000 เยนแล้ว (น้องบอกว่าถูกมาก อยากให้ซื้อมากกว่านี้ แต่เราไม่ยอมค่ะ เราไม่มีปัญญาแบก แค่สามกล่องนี่เราก็เกือบตายแล้ว มันไม่หนัก แต่กล่องใหญ่มาก) ทำ Tax free ตรงนั้นได้เลย จ่ายเป็นราคาหัก Tax แล้ว

Shibuya




แน่นอนว่าที่นี่เป็นสวรรค์ของนักช็อป มีห้างและร้านค้าที่น่าสนใจเยอะมากกกกก (ก ล้านตัว) 
ความเห็นส่วนตัว ถ้ามีอารมณ์อยากจะช็อปปิ้งละก้อ เอาผู้หญิงคนหนึ่งมาทิ้งไว้ที่นี่ได้เป็นอาทิตย์ค่ะ เดินไปได้เรื่อยๆ ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อย 5555+

ตัวเราเองก็เดินไปเรื่อยๆค่ะ พวกเครื่องสำอาง เราได้ซื้อมาแล้วบ้างจากที่โอซาก้า พอมาที่นี่ก็ยังซื้ออีกค่ะ (ตอนเราไปเดือนพฤษภาคม Tax free กับกลุ่มขนมและเครื่องสำอางยังไม่ได้ แต่ตอนนี้ได้แล้วนะคะ :D)
ร้านขายยาทั้งหลายมีตลอดทางค่ะ ทุกหนทุกแห่ง เดินยังไงก็เจอ (ประหนึ่งการเจอร้าน Etude ตอนเดินที่เมียงดงในเกาหลีเลยทีเดียว)

ห้างที่เราตั้งใจไป คือ Tokyu Hand กับ Loft ค่ะ 
แต่พอถึงเวลาจริงๆ เดิน Tokyu Hand อย่างเดียวก็หมดเวลาแล้ว 
ต่อด้วย Disney store ก็เย็นพอดี 
ผู้หญิงกับการเดินดูของช็อปปิ้งนี่มันคู่กันจริงๆ นะ ;P

Harajuku




Harajuku เป็นแหล่งวัยรุ่นที่เค้าว่ากันว่าจะมีคนแต่งคอสเพลย์มาประชันกันเยอะ แต่.....ต้องเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ค่ะ เราไปวันธรรมดา แทบไม่เจออะไรเลย....

จริงๆ เราอยากไปศาลเจ้าเมจิมากๆ เลยค่ะ มีหลายคนไปแล้วเจอพิธีแต่งงานแบบญี่ปุ่น ...อยากเจอบ้าง
แต่อย่างที่บอกไปในข้างต้น หลงอยู่ในชิบูย่านานไปหน่อย (แหะๆ จริงๆ ก็ไม่หน่อยอ่ะค่ะ) กว่าจะเดินมาถึงฮาราจูกุ ก็หกโมงเย็นแล้ว ศาลเจ้าปิดพอดี เลยไม่ได้เดินเข้าไป

(วันที่เราไปฮาราจูกุ เห็นคนต่อแถวยาวมากกกกกกกกกกก เราสงสัยว่าเค้าต่อแถวอะไรกันเลยเดินไปดู ปรากฏว่า.....ต่อแถวซื้อ Garrett popcorn กันจ้าาาาา เป็นทุกประเทศจริงๆ)

เมื่อศาลเจ้าปิดแล้ว ไม่เป็นไร
ที่เช็คอินต่อไปของเราคือ ร้านเครปค่ะ ^-^

แต่ระหว่างทางก่อนจะถึงร้านเครป เราจะเดินผ่านร้าน 100 เยน
ถามว่า จะพลาดมั้ย?
ตอบเลยว่า ไม่!!!! ไม่พลาดแน่นอน หลงอยู่ในร้าน 100 เยนอีกนานมากกกกก 5555+
ได้ของมาเล็กน้อยถึงปานกลาง (หนึ่งในของที่ได้มานี้ จะมาช่วยชีวิตเราในวันแพ็คกระเป๋ากลับด้วย ราคาเบาๆ แต่ประโยชน์มหาศาล)

ร้านเครปจะมี 2 ร้านตั้งประจันหน้ากันอยู่ คือ ร้านสีชมพู กับ สีน้ำเงิน
มีคนบอกว่าอร่อยทั้งสองร้าน ซึ่งไม่รู้ว่าจริงมั้ย เพราะเราทานร้านเดียว 
ส่วนตัวแล้วเห็นว่า อร่อยดี แต่ไม่ได้ประทับใจอะไรมากมายค่ะ 
(เราชอบกินเครปร้อนแบบแข็งๆ ใส่หมูหยองพริกเผาอะไรแบบนี้ที่บ้านเรามากกว่าเครปนิ่มรสหวานอ่ะค่ะ) 

Ginza
ย่านนี้เป็นย่านแบรนด์เนมโดยแท้ 
เราตั้งใจไปเดินเท่านั้น กินบรรยากาศ แต่คงไม่ซื้ออะไร (ซื้อไม่ลง)

แต่.... (แต่ อีกแล้ววววว) .... สุดท้ายก็ได้ของจากร้าน GU




GU เป็นแบรนด์ลูกของ Uniqlo ค่ะ ราคาจะต่ำกว่า คุณภาพก็ปานกลาง ไม่ได้ดีเท่าไหร่
แต่มันถูกจริงๆ เว้ยเฮ้ย!
โดยเฉพาะของท่ีลดราคาอยู่ เดรสเหลือตัวละไม่ถึง 300 ผ้าอย่างหนา ทิ้งตัวดีมาก เสื้อแขนยาวน่ารักมากตัวละ 180 บาท เสื้อเชิ้ตผู้ชายเหลือตัวนึงไม่นึง 200 สวยด้วย  
....แหม ราคายังกะตลาดนัดบ้านเราขนาดนี้ จะไม่ซื้อยังไงไหวเนอะ (พยายามหาข้ออ้างให้ตัวเองตลอดเวลา 555+) 

Ameyoko 




ตลาด Ameyoko เป็นที่เลื่องชื่อลือชาอย่างมากในหมู่คนไทย คงไม่ต้องพูดอะไรกันแล้ว
เรามาที่นี่ เพราะตั้งใจไปตึกม่วง หรือตึก Takeya เพื่อซื้อขนมโดยเฉพาะเลยค่ะ

ที่ Takeya จะมีหลายตึกเลยค่ะ แยกตามประเภทของสินค้า 
ดังนั้นก่อนเดิน ต้องคิดก่อนนะคะว่าเราตั้งใจจะไปซื้ออะไร แล้วดูว่ามันอยู่ตึกไหน ค่อยไป ถ้าเดินมั่วๆ เกรงว่าจะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

เรากับเพื่อนตั้งใจไปซื้อกลุ่มขนม ชาเขียว และผงโรยข้าวโดยเฉพาะ ซึ่งหมวดของกินนี่ หาง่ายมาก เดินผ่าน Ameyako ไปปุ๊ป เริ่มเห็นตึกสีม่วงๆ จะเจอโซนของกินก่อนเลย 

ข้างในวุ่นวายมากๆ คนเยอะมากๆ โดยเฉพาะคนไทย เราเจอคนไทยที่นี่เยอะมาก รู้สึกประหนึ่งเดินอยู่โลตัสเลยทีเดียว 555+ เดินไปเราก็แอบฟังแอบดูไปค่ะว่าเค้าซื้ออะไรกัน เผื่อมีอะไรน่าสนใจเราจะได้ซื้อตาม 
ถ้าวันไหนมีเวลาจะมาเล่าถึงสารพัดของที่ซื้อมาให้ฟังอีกครั้งค่ะ  


28 ธันวาคม 2557

Day 7: Fuji Shibazakura Festival

Day 1: Osaka กุหลาบงามกลางเดือนพฤษภาคม
Day 2: Osaka Amazing Pass
Day 3-4: Kyoto Aoi Matsuri
Day 5: Nara and Night bus to Kawaguchiko
Day 6: Kawaguchiko มาปั่นจักรยานกันเถอะ
Day 7: Fuji Shibazakura Festival
Day 8-11: Tokyo (1)
Day 8-11: Tokyo (2) - Kawasaki

∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇

เมื่อวานนี้ เราใช้โชคที่มีหมดไปกับการได้เห็นฟูจิซังทั้งวันกันไปแล้ว วันนี้เราเจอแต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันทั้งวัน เชื่อมั่นว่าเราเป็น 1 ใน 1000 ที่มาญี่ปุ่นแล้วเจอสถานการณ์ทั้งหลายนี้ในวันเดียว!

แพลนของวันนี้คือ การไปชมเทศกาลดอกชิบะซากุระ หรือ Pink moss

Website official ของ Fuji Shibazakura Festival >> http://www.shibazakura.jp/eng/index.html
(มีหน้าภาษาไทยด้วย แต่แนะนำว่าดูหน้าภาษาอังกฤษดีกว่าค่ะ หน้าภาษาไทยอ่านแล้วงงมาก)

Fuji Shibazakura Festival เป็นเทศกาลการชมดอกชิบะซากุระที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงประมาณสิ้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี จุดเด่นของที่นี่อยู่ที่การมีดอกชิบะซากุระกว่า 800,000 ดอกและมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ
ในแต่ละปี ช่วงเวลาที่จะเปิดให้เข้าชมนั้นจะไม่ตรงกัน ต้องคอยติดตามข่าวสารให้ดี

ในปี 2014 เทศกาลนี้เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน - 1 มิถุนายน
แต่ช่วงที่สวยจริงๆ จะเป็นช่วงต้น-กลางพฤษภาคม ที่ดอกไม้จะบานพอดี 

สำหรับการเดินทางมาที่นี่
หลักๆ คือจะมีรถบัสจาก Kawaguchiko station ตรงไปที่บริเวณงาน Fuji Shibazakura Festival  (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที)
โดยหากเราซื้อเป็นแพ็คเกจ ตั๋วรถไป-กลับ + ค่าเข้าชม จะอยู่ที่ราคา 1,900 เยน
หรือหากเริ่มต้นจากโตเกียว ที่ Shinjuku จะมีรถบัสที่ตรงมาที่งานนี้เลยโดยไม่ต้องมาต่อรถที่ Kawaguchiko station (สามารถดูรายละเอียดได้จากใน website Fuji Shibazakura Festival ข้างต้นค่ะ)

คำเตือน งานนี้เป็นงานที่ทั้งนักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นเองให้ความสนใจอย่างมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รถติดมากกกกกก กรุณาคำนวณเวลาให้ดี 
30 นาทีจาก Kawaguchiko station ตามที่เว็บบอกนั้นเป็นเวลาที่ไม่รวมรถติดนะจ้ะ 
เราไปรถเที่ยวเช้าวันจันทร์ รถยังติดไม่มากค่ะ (อยู่กรุงเทพฯ จนชิน เรื่องรถติดนี่สบายมาก) ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึง แต่คุยกับพี่คนไทยคนหนึ่งที่เจอโดยบังเอิญ พี่เค้าไปงานนี้มาก่อนเรา เค้าบอกว่าเค้าไปช่วงบ่ายวันอาทิตย์รถติดอยู่ 2 ชั่วโมง ทำเอาเวลาที่วางไว้รวนหมดเลย

ตอนเช้าเราออกจาก K's house ไป Kawaguchiko station โดยรถของทางโรงแรม (ถ้าจะพูดให้ถูก คือ Hostel) 
สำหรับคนที่พักที่ K's house สามารถนั่งรถของทางโรงแรมได้ 2 ครั้ง คือ 
ขาไปเช็คอิน สามารถแจ้งเวลาให้รถไปรับที่ Kawaguchiko station ได้ 
ขาเช็คเอ้าท์ออก ถ้าต้องการให้รถไปส่ง จะต้องไปลงชื่อที่เคาท์เตอร์เช็คอินก่อนนะคะ โดยเฉพาะหากต้องการไปเที่ยวเช้า (รถรับคนได้จำนวนจำกัด)

เรื่องเล่าระหว่างรีวิว ตอนนั่งรถของ K's house ได้มีโอกาสคุยกับหนุ่มมาเลเซียคนนึง เค้าถามถึงสถานการณ์การเมืองของประเทศไทย พวกเราก็ตอบเค้าไปว่ามันโอเคอยู่ ไม่ได้มีความรุนแรงอะไร ......2-3 วันหลังจากนั้น เกิดรัฐประหารเลยจ้าาาาา ออกข่าว TV ที่ญี่ปุ่นด้วย เป็นประสบการณ์แปลกๆ ดีที่ต้องมานั่งดูข่าวรัฐประหารประเทศตัวเองที่ต่างประเทศ

หลังจากรถมาส่งที่ Kawaguchiko station แล้ว เราก็จัดการเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ coin locker ของสถานี (อย่างที่บอกไปแล้วในบล็อกที่แล้ว จุดที่สามารถฝากกระเป๋าได้มี 2 จุดนะจ้ะ) แล้วไปซื้อตั๋วเพื่อไปที่งาน Fuji Shibazakura Festival กันค่ะ

ตั๋วของเราเป็นรถเที่ยวแรกที่จะออกเดินทางไปที่ Fuji Shibazakura Festival เลยค่ะ (ถ้าจำเวลาไม่ผิดคือประมาณ 9 โมง) แต่ตอนที่เราไปซื้อเป็นช่วงที่ใกล้จะถึงเวลารถออกแล้ว ทำให้ต้องยืนค่ะ ไม่มีที่นั่ง (ถ้าใครอยากนั่งหรือมีผู้สูงอายุไปด้วย แนะนำให้ไปเร็วหน่อยนะคะ เพราะเราไม่รู้เลยว่ารถจะติดแค่ไหน ต้องยืนอีกนานเท่าไหร่)

สำหรับคนที่จะไปโตเกียวหรือโอซาก้าโดยรถบัสอาจจะซื้อตั๋วรถบัสที่สถานีก่อนที่จะไปงานเลยก็ได้นะคะ ระหว่างรถติดอยู่นั้น เลยได้คุยกับหนุ่มมาเลย์คนเดิม เค้าบอกว่าเค้าจะไปโอซาก้าต่อและจองตั๋วรถเอาไว้แล้ว 
แต่อันนี้ แทนที่จะเป็นข้อดี อาจเป็นข้อเสียได้ค่ะ เพราะเค้าจองเที่ยวประมาณเที่ยงเอาไว้ ซึ่งพอปรากฏว่ารถติด กว่าจะถึงที่งานก็ 10 โมงนิดๆ แล้ว ต้องเผื่อเวลาขากลับอีก ทำให้มีเวลาอยู่ที่งานน้อยนิดค่ะ ต้องเร่งกัน เพราะฉะนั้น ต้องกะเวลาดีๆ

ส่วนเรากับเพื่อนผู้ซึ่งไม่มีการเตรียมการใดๆ ทั้งสิ้น กลับชิลสุดๆ เดินกันไปเรื่อย ถ่ายรูปกันไปเรื่อย

แต่
......
....
...
..

ฟูจิซังงงงงงงง ยูหายไปไหน
ไม่มาปรากฏกายให้เห็นเลย เศร้าสุดๆ T^T
เลยต้องถ่ายรูปฟูจิน้อยไปแทน


บริเวณงานค่อนข้างกว้างมากนะคะ ต้องใช้เวลาเดินสักหน่อย
แล้วถ้าเดินจนเหนื่อยแล้ว ในบริเวณงานยังมีจุดขายอาหารด้วย

จุดที่ขายอาหาร
เสียดายที่ตอนนั้นกำลังมึนๆ งงๆ กับการซื้ออาหารอยู่เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ
วิธีการซื้ออาหาร คือ มันจะมีตู้สำหรับกดสั่งอาหารอยู่ค่ะ เราต้องไปที่นี่ก่อน
กดสั่งอาหารที่เราต้องการซื้อและจำนวนเข้าไป แล้วก็ใส่เงินเข้าไป (วิธีใช้ไม่ยากค่ะ เชื่อมั่นว่าทุกคนทำได้) จากนั้นเครื่องจะให้บัตรสั่งอาหารกับเรามา (แน่นอนว่ามีแต่ภาษาญี่ปุ่น ดูรูปเอาค่ะ)

เราต้องเอาบัตรนี้ไปยื่นที่ร้านที่ขายอาหารค่ะ ซึ่งแต่ละร้านจะแยกกัน 
ปัญหามันเกิดตรงนี้แหละ 
เนื่องจากบัตรที่ได้มา มันมีแต่ภาษาญี่ปุ่น ทำให้เรางงค่ะ ว่าเราต้องยื่นใบไหนให้กับร้านไหน ดังนั้น สิ่งที่เราทำคือยื่นทุกใบให้คนรับออเดอร์ดู ให้เค้าหยิบเอาเองว่าอันไหนเป็นเมนูที่ร้านเค้าทำ 5555+

เมนูแนะนำ : Soft serve ice-cream ซากุระ

ขากลับ เรากับเพื่อนก็นั่งรถกันกลับ Kawaguchiko station กันอย่างปกติสุข 
ทุกอย่างดูโอเค 

พอถึงสถานี เราก็จัดการไปซื้อตั๋วรถบัสเพื่อไปโตเกียว
ระหว่างนั้นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น !!!!!!!!

เพื่อนเราค้นพบว่ากระเป๋าตังค์นางหายค่ะ !!!!!

คราวนี้ล่ะเรื่องใหญ่เลย เข้าใจว่าน่าจะหายตั้งแต่ตอนอยู่บริเวณงานแล้วค่ะ ต้องติดต่อที่โน่นที่นี่เยอะแยะไปหมด ทั้ง Information, Tourist Information และแจ้งไปที่บริเวณงานเพื่อให้เค้าช่วยหาให้ (บริเวณงานก็กว้างใหญ่เหลือเกิน ..จะเจอได้ยังไง)
ถามเพื่อนเรา เพื่อนค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ได้ทำตกเอง แต่ถูกล้วงกระเป๋า (อันนี้มีปัจจัยเยอะที่ทำให้คิดได้แบบนี้ แต่ขอข้ามไป)
เงินในกระเป๋ามีค่อนข้างมากด้วยค่ะ รวมเงินเยนและเงินบาทเป็นเงินเกือบ 20,000 บาท (ไม่นับมูลค่ากระเป๋าตังค์) .....อันนี้ เป็นความซวยอีกข้อหนึ่งค่ะ ปกติ เรากับเพื่อนจะแยกเงินเก็บไว้หลายที่ พอเงินในกระเป๋าใกล้จะหมดถึงหยิบเงินสำรองมาใส่กระเป๋าเพิ่ม ซึ่งตอนเช้าวันนี้เองที่เพื่อนเราเพิ่งหยิบเงินมาใส่กระเป๋าเพิ่ม

พอเกิดเรื่องขึ้น เราเลยต้องจัดการไปเลื่อนตั๋วรถบัสที่เพิ่งซื้อมาค่ะ ซึ่งทางพนักงานก็ให้เลื่อนได้ไม่มีปัญหา ตอนแรกเรากะเลื่อนตั๋วเป็น 5-6 โมงเย็น แต่ปรากฏว่าทางพนักงานแจ้งว่ารถเที่ยวเย็นถูกจองไว้ล่วงหน้าหมดแล้วค่ะ เที่ยวสุดท้ายที่ยังว่างอยู่คือบ่าย 3 โมง 
(ดังนั้น ใครไป Kawaguchiko ช่วงมีงานนี้ ขากลับแนะนำให้จองตั๋วล่วงหน้านะคะ มันเต็มง่ายมากเลย)

หลังจากแจ้งทุกคนที่น่าจะแจ้งได้ในบริเวณ Kawaguchiko station แล้วก็พบว่าเค้าคงช่วยอะไรไม่ได้มากกว่านี้ค่ะ แม้แต่จะช่วยประสานกับที่บริเวณงาน Fuji Shibazakura Festival ยังช่วยไม่ได้เลย ให้เพื่อนเราไปติดต่อเอง 
(ตอนแรกที่ Tourist Information มีเจ้าหน้าที่คนนึงพยายามจะช่วยติดต่อให้ค่ะ ดีมากๆๆเลย แต่เจ้าหน้าที่อีกคนเดินมาตัดบท เหมือนว่าไม่ใช่หน้าที่ที่เค้าจะช่วยอ่ะค่ะ แล้วบอกให้เพื่อนเราไปติดต่อเอง ....อารมณ์นั้นคือรู้สึกว่านางใจร้ายมากๆ เงิบสุดๆ)

ระหว่างกำลังวุ่นๆ อยู่นั้นเอง เพื่อนเราไลน์คุยกับเพื่อนที่เป็นคนญี่ปุ่นค่ะ เค้าแนะนำให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเลย

เรากับเพื่อนเลยจัดการหาวิธีไปสถานีตำรวจกันโดยด่วน

ปรากฏว่าพอไปถึงสถานีตำรวจ คุณตำรวจที่อยู่ที่สถานีทั้งสองคนพูดอังกฤษไม่ได้เลย T^T รัวญี่ปุ่นใส่เราอยู่ตลอดเวลา
แต่คุณตำรวจน่ารักมากๆ ค่ะ ต่อสายให้เพื่อนเราคุยกับใครสักคน เข้าใจว่าน่าจะเป็นตำรวจท่องเที่ยว หรือคนของกรมตำรวจกลาง อะไรประมาณนี้

คุยกันนานมากกกกกกกกก
เพราะคุณตำรวจทางโทรศัพท์ถามละเอียดมากๆๆๆ 
กระเป๋าเงินลักษณะยังไง มีเงินเท่าไหร่ สกุลอะไรบ้าง บัตรที่มีอยู่ในกระเป๋าเป็นบัตรอะไรบ้าง จำเลขที่บัตรได้มั้ย ขนาดพวกบัตรของธนาคารยังถามเลยว่าธนาคารอะไร เป็นบัตรประเภทไหน passport ยังอยู่มั้ย (ดีที่ passport ไม่หายไปด้วย ไม่งั้นวุ่นกว่านี้อีก) มาญี่ปุ่นกับใคร จะกลับเมืองไทยเมื่อไหร่ มีที่พักแล้วหรือยัง ขอที่อยู่ของโรงแรมที่เราจะไปพักในวันต่อไป บลาๆๆๆ
หรือแม้แต่ถามว่า คุณจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในญี่ปุ่นได้มั้ย  ....ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนเราตอบว่าได้ เพราะมีเราอยู่อีกคน 
แต่เราก็แอบสงสัยมากว่า ถ้าตอบว่าไม่ได้ แล้วทางคุณตำรวจจะทำยังไง

หลังจากนั้น คุณตำรวจก็แจ้งเลขที่เคสให้เพื่อนเรา พร้อมเบอร์โทรติดต่อ เพื่อเอาไว้ตามสอบถามได้ว่าเคสไปถึงไหนแล้ว 

โอ้ มายก็อดดดดดดด

อยากให้เมืองไทยมีแบบนี้บ้างจัง

ส่วนคุณตำรวจสองคนที่สถานีก็น่ารักมากค่ะ ถึงจะพูดอังกฤษไม่ได้ แต่ก็พยายามสื่อสารกับเรา 
แถมตอนจะกลับ อุตส่าห์เดินออกไปส่งจนถึงป้ายรถบัสเลยทีเดียว
(ระหว่างที่อยู่ที่สถานีตำรวจที่นี่ มีคนจอดรถมาถามทางคุณตำรวจเยอะมาก ...เป็นที่พึ่งของประชาชนทุกเรื่องจริงๆ)

อันนี้ เพิ่งมาเห็นตอนหลังค่ะ อยู่บนโต๊ะคุณตำรวจ 


เรื่องความโชคร้ายในวันนี้ มันเหมือนจะจบใช่มั้ยคะ

แต่มันยังไม่จบค่ะ

ขอตัดฉับ มาที่สถานี Shinjuku ที่โตเกียวเลย

แน่นอนว่าถ้าใครเคยไปที่นี่ จะรู้เลยว่าสถานี Shinjuku เป็นสถานีที่ใหญ่มากกกกกกกกก
สายรถไฟอะไรไม่รู้พันกันมั่วไปหมด คนก็เยอะแยะมากมายมหาศาล

ลองคิดภาพผู้หญิงไทยสองคนพร้อมกระเป๋าใหญ่เท่าบ้านคนละใบยืนเอ๋อกันอยู่ในสถานีในเวลาเลิกงานของญี่ปุ่น พร้อมกับความอ่อนเพลียกับเรื่องที่เจอมาทั้งวัน

กว่าเรากับเพื่อนจะหาทางที่จะเข้าสายรถไฟที่ถูกต้องได้ก็เดินลากกระเป๋ากันจนเหนื่อย

และภารกิจต่อไปของเรา คือ การซื้อบัตร Suica

ระหว่างที่เรากำลังยืนด้อมๆมองๆ อยู่หน้าตู้ขายตั๋วนั่นเอง ก็มีชายคนหนึ่ง แต่ตัวปอนๆ เหมือนเป็น Homeless เข้ามาหาเพื่อนเรา

ตอนนั้นเรามีภาพรายการ "หนังพาไป" ขึ้นมาในหัวเลย (ใครเคยดูคงจำได้ว่าพี่บอลกับพี่ยอดเคยโดยคนที่มาช่วยซื้อตั๋วยึดเงินทอนไปแบบงงๆ)
เราคิดในใจว่า ชัวร์เลย โดนแล้ว 
แต่เพื่อนเรานางกำลังเอ๋ออยู่ค่ะ พอเห็นคนทำท่าจะช่วย นางก็โอเค ปล่อยให้เค้าช่วยไป ซึ่งเค้าก็ช่วยจริงๆ ค่ะ 
และพอช่วยซื้อเสร็จเท่านั้นล่ะ เค้าก็พยายามขอเงินเพื่อนเรา
(เราซื้อบัตร Suica และเติมเงินเต็มจำนวนพอดี ไม่มีเงินทอนใดๆ)

ลองนึกภาพตาม
ผู้หญิงคนหนึ่งจากบ้านจากเมืองมาสู่เมืองท่องเที่ยวที่รับประกันความปลอดภัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้สูญเสียเงินไปเกือบ 20,000 บาท ณ สถานที่ที่ทุกคนบอกว่า "ของหายได้คืน" และในวันเดียวกันนั้นเอง หญิงผู้นั้นได้ถูกชายผู้หนึ่งขอเงินค่าที่ให้ความช่วยเหลือเธอในการซื้อตั๋วรถไฟ

ถามว่า คิดว่านางจะให้มั้ยคะ

แน่นอนค่ะ ว่า ไม่ !!!

นางตีมึนและพยายามบอกกับชายผู้นั้นว่า นางก็เพิ่งกระเป๋าเงินหายมาเหมือนกัน (นะโว้ยยยย) 

กว่าจะถึงโรงแรมแน่นอนว่าค่ำแล้ว (วันนี้ เราจะพักกันที่ Toyoko inn Tokyo Akiba Asakusabashi-eki Higashi-guchi)

แต่ความดราม่าของเรากับเพื่อนก็ยังไม่จบลง

หลายคนคงเริ่ม ห๊า ว่ายังไม่จบอีกเหรอ

อย่างที่บอกไปว่า เรากับเพื่อนมาทริปนี้แบบกะทันหันมากๆ จองโรงแรมยังไม่ครบวันเลย ซึ่งวันนี้แหละค่ะเป็นวันสุดท้ายที่เราจองโรงแรมไว้
วันต่อๆ ไป โรงแรมไม่ว่างเลยค่ะ ต้องหาโรงแรมกันคืนนี้นี่แหละ ซึ่งหายากหาเย็นมากที่จะมีวันว่างต่อกัน 4 วัน ราคารับได้ไม่เกินงบ และอยู่ในย่านที่โอเค ปลอดภัย

แต่ในที่สุด ก็หาได้ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงในการหา แถมยังไลน์ลากให้เพื่อนที่เมืองไทยช่วยกันหาอีกต่างหาก

จบวันนี้ด้วยความดราม่าสุดๆ

จะมีสักกี่คนที่ไปญี่ปุ่น ไม่เห็นฟูจิซัง ของหายแล้วไม่ได้คืน ต้องขึ้นโรงพัก มีเลขคดีเป็นของตัวเอง ถูก homeless ขอเงินค่าช่วยเหลือในการกดบัตร suica แถมดราม่าเรื่องที่พัก ในวันเดียวกัน

เชื่อเถอะค่ะ ว่ามีแค่อิสองนางนี้เท่านั้นแหละ ....โดยเฉพาะ เพื่อนเรา เรื่องนี้นางน่าสงสารที่สุดในสามโลก