07 พฤษภาคม 2560

ประสบการณ์ Shopping @King Power ช็อปอย่างไรให้คุ้ม

สวัสดีค่าาาาา ทริปนี้เป็นทริปดองไว้ 1 ปีเต็มพอดี (ดองทริปละปีตลอดดดด) ไปมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2016 แต่เพิ่งมีโอกาสมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังค่ะ 
ทริปนี้เป็นการไปโตเกียวครั้งที่ 3 ของเรา 
อย่างที่เห็นกันในบล็อกที่ผ่านๆมา ก่อนหน้านี้เราเคยไป Backpack กับเพื่อนมาแล้ว และครั้งนี้ มีนาคม 2016 ก็ได้ไปอีกครั้ง แต่ความพิเศษของทริปนี้อยู่ตรงที่เราไปกับทัวร์ครึ่งหนึ่งค่ะ แล้วขอเลื่อนตั๋วอยู่ต่อเองอีกส่วนหนึ่งค่ะ เดี๋ยวจะมาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียการท่องเที่ยวทั้งแบบทัวร์และไปเองแบบแบ็คแพ็คสำหรับเราให้ฟังกัน

แต่ก่อนที่จะไปสู่การท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นกัน ด่านที่เราต้องผ่านก็คือ King Power ค่ะ ซึ่งทริปนี้เป็นทริปที่อยู่ในช่วงที่เราสามารถใช้สิทธิวันเกิดของบัตรสมาชิก King Power ได้พอดี ช็อปคุ้มแค่ไหน จะมาเล่าให้ฟังค่ะ

--------------------------------------


ปกติเวลาไปต่างประเทศ ด่านแรกที่ทดสอบกิเลสของเราได้เป็นอย่างดี คือ ที่นี่เลยค่ะ 

“KING POWER DUTY FREE”

ก่อนอื่นเลยมารู้จัก King Power กันก่อน 
King Power เป็น Duty Free นั่นหมายความว่า สินค้าของที่นี่จะเป็นสินค้าปลอดภาษีอากรค่ะ 
นอกจากที่เราคุ้นเคยกันดีแบบที่สนามบินอย่างดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิแล้ว King Power (ในกรุงเทพฯ) ยังมีอีก 2 ที่ คือ รางน้ำและศรีวารี ซึ่งเราสามารถเข้าไปเดินเล่นซื้อของกันได้ก่อนที่จะบินไปต่างประเทศเลยค่ะ หรือแม้แต่คนที่ไม่มีไฟล์ทบินไปต่างประเทศก็สามารถเข้าไปเดินเล่นกันได้ 
แต่ถ้าไม่มีไฟล์ทบินไปต่างประเทศ สินค้าที่จะซื้อออกมาได้นั้นจะต้องเป็นสินค้าป้ายฟ้าเท่านั้นค่ะ 
สินค้าป้ายฟ้าที่สามารถนำกลับได้ทันที ก็เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขนม ของที่ระลึก อะไรประมาณนี้ค่ะ

และสำหรับ King Power นอกสนามบินที่เราไปบ่อยๆนั้น คือ ที่นี่เลยค่ะ “King Power Downtown Complex” หรือ “King Power รางน้ำ” นั่นเองค่ะ

การเดินทาง

การเดินทางมาที่นี่ ง่ายแสนง่าย สะดวกสุดๆ แค่เพียงนั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (Victory Monument) 
จากนั้นสามารถไปรถบริการของ King Power ได้ จุดขึ้นรถอยู่ที่ด้านข้างของห้างเซ็นจูรี่ฝั่งซอยรางน้ำหรือถ้าใครไม่อยากรอรถ จะเดินไปก็ได้ค่ะ อยู่ในระยะเดินได้ ไม่ไกลค่ะ

การซื้อสินค้า

การมาซื้อสินค้าที่รางน้ำหรือศรีวารี สามารถมาซื้อได้ล่วงหน้าก่อนวันเดินทาง 60 วัน
โดยเมื่อซื้อสินค้า (ที่ไม่ใช่สินค้าป้ายฟ้า) เสร็จแล้ว เราจะต้องไปรับสินค้านั้นที่จุด pick-up counter ที่สนามบินในวันเดินทางค่ะ (จุด pick-up counter จะอยู่ในอาคารผู้โดยสารขาออก ซึ่งเราจะต้องเช็คอินและดำเนินการผ่าน ตม. เพื่อออกนอกประเทศแล้ว จึงจะสามารถเข้ามาในส่วนนี้ได้)

ข้อดีของการมาซื้อของ King Power ที่รางน้ำก่อนแทนที่จะไปซื้อที่สนามบินเลย
ข้อแรกเลยคือเรามีเวลาค่ะ เราสามารถเดินดูของได้เรื่อยๆแบบไม่ต้องเร่งรีบมาก (ช่วงที่ผ่านมา บางทริปของเรานี่ อย่าว่าแต่ซื้อของเลย กว่าจะผ่าน ตม. ได้ ก็แทบจะวิ่งไปที่เกทแล้วค่ะ เวลาแวะซื้อของนี่ไม่มีเลย อย่าว่าแต่ค่อยๆเดินดูสินค้าเลยค่ะ เพราะฉะนั้น สายช็อปอยากมีเวลาละเลียดเดินแนะนำให้มาที่นี่ก่อนค่ะ ค่อยๆเดิน ค่อยๆช็อปกันซะให้พอ จะได้ไม่ต้องเร่งรีบในวันเดินทาง
หรือหากใครไม่สะดวกเดินทางมาที่นี่ก่อน เดี๋ยวนี้ King Power มี website ให้ช็อปออนไลน์ด้วยค่ะ สะดวกไปอีก >> http://www.kingpoweronline.com

ข้อที่สอง คือ เราสังเกตว่า สินค้าที่นี่จะมีหลากหลายแบรนด์มากกว่าที่สนามบิน โดยเฉพาะที่ดอนเมือง รู้สึกเลยว่าสินค้าจะน้อยกว่าที่นี่มาก (รางน้ำว่าเยอะแล้ว แต่เค้าเคลมว่าที่ที่ใหญ่ที่สุดคือ ศรีวารี นะคะ ซึ่งยังไม่มีโอกาสได้ไปสักที ถ้ามีโอกาสได้ไปจะมาเล่าให้ฟังค่ะ)
และข้อสาม ข้อสำคัญ ที่ทำให้ทริปนี้ เราต้องมาที่นี่ก่อน คือ มาเพื่อใช้สิทธิวันเกิด cash back 30% (เดี๋ยวจะพูดถึงต่อไปค่ะ)

แต่อย่างไรก็ตาม การมาซื้อสินค้าที่นี่มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งถ้าเทียบกับการซื้อที่สนามบิน คือ เราจะต้องไปรับสินค้าในวันเดินทางออกนอกประเทศไทย ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องนำติดตัวไปต่างประเทศด้วย ไม่สามารถฝากไว้ที่สนามบินก่อน แล้วค่อยมารับตอนขากลับเข้าประเทศได้อย่างการซื้อสินค้าที่สนามบินดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิ
แตกต่างจากปกติ หากซื้อสินค้าใน King Power ที่สนามบินดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิ และสินค้ามีมูลค่ารวมไม่เกิน 20,000 บาท จะสามารถฝากไว้ที่สนามบิน แล้วค่อยมารับในวันที่เรากลับมาถึงประเทศไทยได้ โดยที่เราไม่ต้องแบกไปต่างประเทศด้วยค่ะ (สะดวกเนอะ)

สำหรับสิ่งที่เราจะต้องมีเมื่อมาช็อปที่นี่มีอยู่ 3 อย่างค่ะ
1. ข้อมูลพาสปอร์ต - ไม่จำเป็นต้องมีพาสปอร์ตตัวจริงมาด้วยนะคะ แค่จำเลขพาสปอร์ตให้ได้หรือมีไฟล์สำเนาหรือรูปพาสปอร์ตติดไว้ในโทรศัพท์มือถือก็ได้ค่ะ
2. ข้อมูลไฟล์ทบิน - จำไฟล์ทบินกับวันที่บินได้ก็โอเคแล้วค่ะ ไม่จำเป็นต้องมีบอร์ดดิ้งพาสหรือเอกสารการจองที่นั่งมาด้วย 
และ 3. เงิน!!! (สำคัญมาก 555+)

โดยเมื่อมาถึง King Power รางน้ำแล้ว เราจะต้องนำข้อมูลพาสปอร์ตและไฟล์ทบินไปลงทะเบียนที่จุดลงทะเบียนก่อนให้เรียบร้อยก่อนค่ะ จากนั้นก็เริ่มช็อปได้เลย !!!!


อ๊ะ! แต่ก่อนไปช็อป ขอพูดถึงระบบสมาชิกของ King Power สักหน่อยค่ะ (เพราะนี่คือสาเหตุหลักให้เราต้องดั้นด้นมาช็อปที่รางน้ำก่อนล่วงหน้า)

ระบบสมาชิกของ King Power



ระบบสมาชิกของ King Power เพิ่งมีการเปลี่ยนใหม่เมื่อ 2-3 ปีก่อน 
ปัจจุบันระบบสมาชิกของ King Power จะแบ่งออกเป็น Navy, Scarlet, Onyx, Crown, Vega 
แต่ละระดับก็จะมีส่วนลดและสิทธิพิเศษที่แตกต่างกันค่ะ รวมถึงเงื่อนไขในการได้บัตรแต่ละระดับก็แตกต่างกันด้วย
รายละเอียดตามนี้ http://www.kingpower.com/th/membership/membercard

แต่สำหรับบัตรที่เราถืออยู่ปัจจุบัน จะเป็นบัตรอีกแบบซึ่งพนักงานเรียกว่า “Jade” ค่ะ บัตรนี้น่าจะเป็นบัตรที่นำมาใช้เฉพาะกาลเพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบสมาชิกแบบเก่าไปเป็นระบบสมาชิกแบบใหม่ 



บัตรใบนี้ของเราลดได้ 10% ตามสถานะสมาชิกเดิมที่เคยได้ค่ะ (ถ้าเดิมใครที่ลดได้มากกว่า 10% ก็ยังคงได้ส่วนลดตามเดิมที่เคยได้ค่ะ)
โดยบัตรนี้จะมีอายุ 2 ปี (บัตรใบนี้ของเราเพิ่งหมดอายุตอนมกราคม 2017 นี่เองค่ะ) 
เมื่อครบ 2 ปีแล้ว จากนั้นจะเข้าสู่ระบบสมาชิกแบบใหม่โดยดูจากจำนวนกะรัต (คล้ายคะแนนสะสม) หรือยอดการใช้จ่ายของเราในช่วง 2 ปีระหว่างอายุบัตร
ถ้ามียอดกะรัตเกิน 1,000 กะรัตหรือมีการใช้ง่ายเกิน 100,000 บาท ก็จะได้บัตรเป็น Scarlet (ได้ส่วนลด 10%)
ถ้ามากกว่านี้ก็ไล่ขึ้นไปเรื่อยเป็น Onyx, Crown หรือ Vega ค่ะ
แแต่ถ้าน้อยกว่านี้ ก็จะได้รับเป็นบัตร Navy ค่ะ (ส่วนลด 5%)

การเป็นสมาชิก King Power นอกจากจะมีส่วนลดและสิทธิพิเศษหลายอย่างแล้ว สิทธิพิเศษอย่างหนึ่ง ซึ่งคุ้มมากๆ คือ สิทธิวันเกิด (Birthday Celebration)

สิทธิวันเกิด (Birthday Celebration)

สิทธิวันเกิดนั้นจะสามารถใช้ได้ภายใน 3 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนเกิด
เช่น เกิดวันที่ 16 มกราคม สามารถใช้สิทธิวันเกิดได้ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม
และการใช้สิทธินี้สามารถใช้ได้เลย โดยเพียงการแสดงบัตรสมาชิก King Power ไม่ต้องใช้การ์ดอวยพรวันเกิดที่ King Power ส่งไปให้ในเดือนเกิดนะคะ อันนั้นเค้าแค่ส่งไปอวยพรเราและแจ้งสิทธิวันเกิดเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับการใช้สิทธิค่ะ

สิทธิวันเกิด
ต่อที่ 1 คือ จะได้รับ Cash back 30% ของมูลค่าสินค้า เมื่อซื้อสินค้าราคาปกติตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป 1 ชิ้นที่ King Power รางน้ำ ศรีวารี พัทยา หรือภูเก็ต
และต่อที่ 2 จะได้รับ Cash Back 25% ของมูลค่าสินค้า เมื่อซื้อสินค้าที่ King Power ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง หรือภูเก็ต
ทั้งนี้ การจะใช้สิทธิต่อที่ 2 ได้นั้น จะต้องใช้ต่อที่ 1 แล้วเท่านั้น ถ้าหากไม่มีการใช้สิทธิต่อที่ 1 ที่รางน้ำ ศรีวารี พัทยา หรือภูเก็ต ก็จะไม่สามารถใช้สิทธิต่อที่ 2 ที่สนามบินได้

ข้อสังเกต

1. การใช้สิทธิวันเกิดนั้นจะใช้ได้เฉพาะกับบางแบรนด์เท่านั้นนะคะ ไม่ใช่ว่าสามารถใช้กับทุกอย่าง ต้องเช็คด้วยว่าของที่เราต้องการซื้อนั้น แบรนด์นั้นสามารถใช้สิทธิวันเกิดได้หรือไม่
สำหรับกลุ่มเครื่องสำอางรู้สึกว่าจะใช้ได้เกือบทุกแบรนด์ค่ะ ....แต่จริงๆ สิทธินี้ใช้กับพวกกล้องหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาสูงๆน่าจะคุ้มกว่า

2. ต้องเป็นการใช้กับสินค้า "1 ชิ้น" 
แค่เพียง 1 ชิ้นเท่านั้น แต่ในที่นี้รวมถึงพวกสินค้าที่จัดชุดหรือจัดเป็นเซ็ทด้วยนะคะ ถ้ามีป้ายราคาเดียวนับเป็น 1 ชิ้นค่ะ

3. cash back ที่ได้คืนนี้จะอยู่ในรูปของ e-purse
เมื่อใช้สิทธิวันเกิดแล้ว cash back ที่จะได้คืนนี้ เราจะได้คืนเป็น e-purse เข้าในบัตรสมาชิก โดย e-purse ที่ได้จากสิทธิวันเกิดนี้จะมีอายุอยู่แค่ 3 เดือน (เพราะฉะนั้น ถ้าใครใช้สิทธิวันเกิดแล้วมี e-purse อยู่ รีบๆใช้นะคะ ถ้ารู้ตัวว่าจะไม่มีบินใน 3 เดือน ก็ใช้ให้หมดในทริปนั้นได้เลย)

และในการใช้ e-purse นั้น ก็คล้ายกับการใช้สิทธิวันเกิด คือ ใช้ได้กับเฉพาะบางแบรนด์เท่านั้น บางแบรนด์ก็ใช้ไม่ได้ (สำหรับกลุ่มเครื่องสำอาง ถ้าจะไม่ผิดมี Chanel กับ Dior ที่ใช้ไม่ได้ค่ะ)

ทั้งนี้ บางแบรนด์อาจจะใช้สิทธิวันเกิดได้ แต่ไม่รับ e-purse หรือบางแบรนด์ก็ไม่รับสิทธิวันเกิด แต่รับ e-purse ก็ได้ค่ะ 
เราต้องเช็คให้ดีว่าสินค้าที่เราจะซื้อนั้น สามารถใช้สิทธิวันเกิดหรือ e-purse ได้หรือไม่
(ในเบื้องต้น สามารถสอบถามจาก facebook ของ King Power ได้ค่ะ หรือจะสอบถามทางโทรศัพท์ก็ได้)

4. เราต้องซื้อสินค้าที่เราจะใช้สิทธิวันเกิดในราคาปกติ (จะไม่ได้รับส่วนลดตามสิทธิสมาชิก)
แต่ในส่วนสินค้าที่เราจะใช้ e-purse ที่เราได้รับจากสิทธิวันเกิดนั้นซื้อ เราสามารถใช้ส่วนลดตามหน้าบัตรสมาชิกได้ก่อนตามปกติค่ะ

5. สถานที่ใช้สิทธิต่อที่ 1 จะเป็น King Power ที่อยู่นอกสนามบิน
ส่วนสถานที่ใช้สิทธิต่อที่ 2 จะเป็น King Power ที่อยู่ในสนามบิน

6. ถ้าไม่ได้ใช้สิทธิต่อที่ 1 ที่รางน้ำ ศรีวารี พัทยา หรือภูเก็ตก่อน จะขอไปใช้สิทธิต่อที่ 2 25% ที่สนามบินไม่ได้
หรือพูดในอีกแง่หนึ่งคือ สิทธิวันเกิดนั้นจำเป็นต้องมีการใช้ที่ King Power นอกสนามบินก่อนเสมอ ไม่เช่นนั้นก็เสมือนไม่ได้สิทธิใดๆเลย

ราคาและประเภทสินค้า

ราคาสินค้าใน King Power นั้น อย่างอื่นเราไม่สันทัด แต่กลุ่มเครื่องสำอางจะถูกกว่าเคาน์เตอร์ในห้างปกติประมาณ 10-20% (ส่วนใหญ่น่าจะอยู่ที่ 15% ค่ะ) 
บัตรสมาชิก King Power ลดได้อีก 5-20% ตามหน้าบัตร
และยังอาจมีโปรโมชั่นอื่นๆอีก (บางครั้ง เราเคยเจอช่วงโปรโมชั่นแบบลดทันที 20% แม้หน้าบัตรเราจะลดได้แค่ 10% ก็ตาม) 
รวมๆแล้วก็ต่างกันอยู่พอสมควรค่ะ

ส่วนลดนั้นจะลดได้เท่าไร ขึ้นอยู่กับแต่ละแบรนด์กำหนดด้วย 
บางแบรนด์อาจมีการกำหนดว่ามีส่วนลดสูงสุด 10% ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ต่อให้บัตรสมาชิกที่เราถืออยู่จะได้ส่วนลดสูงสุด 20% แต่ถ้าแบรนด์กำหนดว่าสูงสุดได้ 10% ก็ได้แค่ 10% ค่ะ 

นอกจากนี้ ในกลุ่มของเครื่องสำอางนั้น King Power อาจมีแบรนด์ที่ในห้างอาจไม่มี เช่น Giorgio Armani แต่ในขณะเดียวกันก็อาจไม่ได้มีทุกแบรนด์ที่ในห้างมี 
หรือบางทีแบรนด์เดียวกันแต่ก็อาจไม่ได้มีสินค้าทุกรุ่นอย่างที่ในห้างมี แต่ที่ King Power ก็ชอบมีสินค้าจัดเซ็ทที่ exclusive เฉพาะ King Power ซึ่งแน่นอนว่าราคาจะคุ้มกว่าการซื้อแยกชิ้นค่ะ

-------------------------------------------

กลับมาที่การช็อปปิ้งของเรา

การเดินทางทริปนี้ของเราอยู่ในช่วงที่เราสามารถใช้สิทธิวันเกิดของการเป็นสมาชิก King Power ได้พอดี

ขั้นแรก เราทำการลิสต์รายการของที่เราอยากได้และเช็คราคาคร่าวๆก่อน รวมถึงเช็คว่าแบรนด์นั้นสามารถใช้สิทธิวันเกิดได้หรือไม่ด้วย โดยราคาสินค้าใน King Power นั้นอาจดูที่เว็บไซต์ kingpoweronline หรือถามจากทาง facebook ก็ได้ค่ะ แอดมินของเพจจะคอยตอบอยู่ >>> https://www.facebook.com/Kingpowerofficial/

แนะนำว่าสินค้าที่จะใช้สิทธิวันเกิด 30% ควรเป็นของที่แพงที่สุดที่เราจะซื้อนะคะ
สำหรับเราในครั้งนี้ เราตั้งใจจะซื้อ Shiseido Ultimune Power Infusion Concentrate แบบแพ็คคู่ ราคา 9610 บาท ให้คุณแม่

ดังนั้น ก่อนบิน เราก็ตรงไปที่ King Power รางน้ำ เพื่อมาใช้สิทธิวันเกิด 30% กับเจ้าสิ่งนี้ 
ตอนแรกตั้งใจไปซื้ออย่างเดียวเลยค่ะ ไปเพื่อใช้สิทธิโดยเฉพาะ ส่วนอย่างอื่นตั้งใจไปซื้อที่สนามบิน แล้วจะฝากไว้รับตอนขากลับ จะได้ไม่ต้องแบกไปต่างประเทศด้วย 

แต่ตอนไปจ่ายเงินนั้นเอง......
แคชเชียร์: คุณลูกค้าคะ ตอนนี้มีโปรโมชั่น ซื้อ cash card 10,000 ได้รับ gift card อีก 1,000 บาทนะคะ
เรา: จะใช้สิทธิวันเกิด 30% น่ะค่ะ (คิดในใจ เออ นี่ก็ซื้อ 9พันกว่าบาทแล้ว ขาดอีกนิดหน่อยเอง แต่คงใช้กับสิทธิวันเกิดไม่ได้หรอกมั้ง)
แคชเชียร์: cash card นี้สามารถใช้กีบสิทธิวันเกิดได้ด้วยนะคะ

ปั้ง!

รออะไรละคะ ฝากตะกร้าของไว้ที่แคชเชียร์ตรงนั้น แล้วตรงไปซื้อ cash card อย่างไว 

พอถึงห้องที่จะเข้าไปซื้อ cash card แวบแรกแอบตกใจ ทำไมคนเยอะจัง ตรงนี้จะมีพนักงานกดบัตรคิวให้กับเราค่ะ จากนั้นก็นั่งรอไปยาวๆ มีโซฟาให้รออย่างดีค่ะ
ระหว่างนั่งรอเพลินๆ ก็เหลือบไปเห็น..... โปรฯบัตรเครดิดค่าาาา 
ถ้าใช้บัตรเครดิตของ SCB ซื้อ cash card 10,000 จะได้รับ gift card เพิ่มเป็น 1,500 บาท (แถมถ้าจำไม่ผิด ถ้าซื้อตามเงื่อนไขจะได้รับเครดิตเงินคืนอีก 2-3% ด้วยค่ะ)
ดังนั้น รูดบัตรไป 10,000 เราเลยได้ cash card และ gift card มารวมมูลค่า 11,500 บาท 

คุ้นๆว่า มีเงื่อนไขการใช้ gift card 1,500 บาทอยู่ เหมือนกับว่าต้องใช้ที่ King Power นอกสนามบิน 
ดังนั้น เราเลยจะต้องใช้ให้หมดทั้ง 11,500 ค่ะ (พูดเหมือนเยอะ แต่อย่างเดียวก็ 9,xxx แล้ว)

สรุปวันนี้ได้ของมา 2 ชิ้นค่ะ
- Shiseido Ultimune Power Infusion Concentrate Duo set ราคา 9,610 บาท (ราคาปกติ)
ใช้สิทธิวันเกิด 30% เลยได้ e-purse คืนในบัตรตุนไว้ก่อน 2,883 บาท
- Biotherm Life Plankton 200ml ราคา 2560 บาท -10% เหลือ 2304 บาท
รวมราคาที่ต้องจ่าย 11,914 บาท
แต่เรามี cash card และ gift card อยู่ 11,500 บาท เพราะฉะนั้น จ่ายเพิ่มอีก 414 บาทเท่านั้นค่ะ
แถมทั้ง Shiseido และ Biotherm ยังแถม sample มาให้อีกค่ะ




เห็นมั้ยคะ admin เพจก็คอยตอบคำถามให้อย่างรวดเร็ว แคชเชียร์ก็น่ารัก มีแนะนำโปรโมชั่น(สุดคุ้ม)ให้ลูกค้าด้วย BA ก็น่ารัก แถม sample ให้โดยไม่ต้องขอ หลายแบรนด์คอยดูแลให้คำแนะนำอย่างดีเลยค่ะ (แต่ BA บางแบรนด์ที่รางน้ำนี่ก็มีเหมือนกันที่ดูไม่ค่อยสนใจลูกค้าคนไทยเท่าไหร่ สนแต่คนจีน)

…………...........................

วันเดินทาง
พอถึงสนามบิน ไปช็อปก่อนค่ะ ของค่อยไปเอาของที่ซื้อไว้แล้วทีหลัง
เรายังเหลือทั้งสิทธิวันเกิดต่อที่ 2 25% และ e-purse ในบัตรอีก 2,883 บาท งานนี้คุณแม่เลยฝากซื้อของเพิ่มอีกด้วยค่ะ

สรุปของที่ซื้อที่สนามบินสุวรรณภูมิ 
- Shiseido Glow Revival Serum ราคา 4165 (ราคาปกติ)
ใช้สิทธิวันเกิด 25% ได้ e-purse คืนในบัตรมาอีก 1041.25 บาท (รวมตอนนี้ เรามี e-purse อยู่ 2,883+1,041.25 = 3,924.25 บาท)

- Shiseido Ultimune Power Infusion Eye Concentrate ราคา 2,295 บาท -10% = 2,065.50
- Shu light bulb UV compact foundation ราคา 1420 บาท -10% = 1,278
- Shu light bulb UV compact case ราคา 480 บาท -10% = 432
- Shu cushion puff ราคา 170 บาท -10% = 153
รวม 4 อย่างนี้ = 3,928.50 บาท

เราใช้ e-purse ที่มีอยู่ 3,924.25 จ่ายค่ะ 
แล้วจ่ายเงินเพิ่มอีก 4.25 บาท !!!
(ฟินมั้ยละคะ สาวๆน่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี)
สังเกตนะคะ ส่วนที่เราใช้ e-purse จ่ายนี้ เราสามารถจะได้ส่วนลดตามหน้าบัตรสมาชิกด้วย

สิริรวมแล้วงานนี้ ด้วยอานิสงค์ของโปรโมชั่น cash card ของบัตรเครดิต SCB และส่วนลดและสิทธิวันเกิดของบัตรสมาชิก King Power
งานนี้เราจ่ายเงินไปจริง 10,000 + 414 + 4,165 + 4.25 = 14,583.25 บาท
ได้ของมามูลค่า 20,700 บาท (ตามราคาของ King Power ซึ่งถูกกว่าข้างนอกประมาณ​10-20% อยู่แล้ว) 
ประหยัดไป 6พันกว่าบาทเลยทีเดียว 
หรือถ้าเทียบกับซื้อข้างนอกก็ประหยัดไปเป็นหมื่นเลยทีเดียวค่ะ
คุ้มสุดใจค่ะ ฟินสุดยอดค่ะ 

กระเป๋า(เงิน)เริ่มเบาตั้งแต่ยังไม่ก้าวขาออกจากประเทศไทย
ยังไม่ทันไปไหนเลย



ป.ล. เจ้าถุงแดงนั่น Shiseido ที่รางน้ำแถมมาให้ค่ะ ข้างในมี sample อีกชุดนึงด้วยค่ะ 
Boitherm กล่องเล็กๆ 2 กล่องก็เช่นกันค่ะ ที่รางน้ำแถมมาให้ค่ะ

26 มีนาคม 2560

mini Review: K's House Kyoto

ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแผนการเดินทางในทริปนี้ของเรา
อย่างที่เคยเล่าไปในบล็อกก่อนๆ จริงๆแพลนแรกเราวางไว้ว่า พอลงจากเครื่องบินแล้วจะตรงมาที่เกียวโตก่อน แล้ววันหลังๆถึงไปอยู่ที่โอซาก้า แต่เพราะจองที่พักที่เกียวโตในวันที่ต้องการไม่ได้ เลยต้องสลับแพลนใหม่

โรงแรมที่เกียวโตโดยเฉลี่ยจะราคาสูงกว่าที่โอซาก้าค่ะ ยิ่งต้องหาโรงแรมที่มี Triple room ในราคาที่(เรา)รับได้ ยิ่งยากไปใหญ่ สุดท้ายเลยมาจบที่ Hostel 

เดิมเพื่อนเรารีเควสโรงแรมที่มีห้องน้ำในตัว เพราะกลัวเรื่องความสะอาด
แต่สำหรับเครือ K's house เราเคยไปที่ Kawaguchiko มาแล้ว เราเลยรับรองกับเพื่อนได้ว่าสะอาดหายห่วง

K's House เป็นเครือ Hostel เครือดังเครือหนึ่งของญี่ปุ่นเลยค่ะ backpacker นิยมกันมาก มีกระจายอยู่หลายสาขาทั่วญี่ปุ่น
ในทริปที่แล้ว (2014) เรามีโอกาสไปพักที่ K's House Mt.Fuji ที่ Kawaguchiko 
ผ่านมาอีก 1 ปี คราวนี้มีโอกาสได้ใช้บริการของที่ Kyoto ค่ะ

การจอง K's House Kyoto จะเปิดให้จองล่วงหน้า 6 เดือน 
ซึ่งเราจองในวันแรกที่เปิดจองเลยค่ะ เพราะรู้ตัวว่าไปช่วง high season สุดๆของเกียวโต คือช่วงที่ซากุระบานพอดี แต่ตอนแรกยังคิดว่าน่าจะจองได้สบายๆ (ก็จองล่วงหน้าตั้ง 6 เดือน)
แต่ที่ไหนได้ ระหว่างที่เรากำลังคุยกับเพื่อนเรื่อง type ห้องอยู่นั้น รีเฟรชอีกที ห้องเต็มค่ะ 
ห้องแบบ Triple room เต็มต่อหน้าต่อตา ทุก type ที่มีอยู่เลย
เลยต้องปรับแพลนไปเป็นอีกช่วง และแยกเป็น 2 booking เนื่องจากห้อง type เดียวกันไม่มีว่างต่อกันค่ะ เลยต้องมีการย้ายห้องด้วย
ดังนั้น ใครไปเกียวโต ช่วง high season แบบนี้ ดูโรงแรมไว้แต่เนิ่นๆก็ดีนะคะ 

การเดินทาง 
ถ้าเดินมาจาก JR Kyoto station จะเดินค่อนข้างไกลอยู่เหมือนกันค่ะ 
แต่ถ้าเดินมาจากสถานี Shichijo (Keihan line) จะใกล้มากค่ะ เดินข้ามแม่น้ำ Kamo มานิดเดียวก็ถึงแล้ว


ที่นี่ถือว่าอยู่ในระดับดีตามมาตรฐานของเครือ K's House ค่ะ
โดยรวม พนักงานสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก 
ห้องน้ำสะอาด ราคาสบายกระเป๋า อุปกรณ์เครื่องครัวของส่วนกลางมีให้ครบมากๆ เหมาะกับ backpackers

แต่ข้อแนะนำข้อนึง คือ ที่นี่จะมี 2 ตึกค่ะ 
ตึกสีเหลือง จะเป็นตึกเก่า
ส่วนตึกข้างๆที่สูงกว่าจะเป็นตึกใหม่ (reception จะอยู่ชั้นล่างสุดของตึกนี้ค่ะ)

รอบนี้เรามีโอกาสได้พักทั้ง 2 ตึกเราขอแนะนำว่าถ้าเลือกได้ให้เลือกตึกใหม่ค่ะ
เพราะห้องพักที่เราพักที่ตึกใหม่สะอาดกว่าตึกเก่า 
ห้องพักที่เราได้พักที่ตึกเก่าสภาพไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ และห้องก็มีกลิ่นด้วย (เหมือนกลิ่นรองเท้าอ่ะค่ะ)
ส่วนกลางที่เป็นห้องครัวของตึกใหม่ก็ดีกว่าตึกเก่า 
และที่สำคัญที่สุด ตึกเก่าไม่มีลิฟท์ ต้องแบกกระเป๋าขึ้นบันไดเอง แต่ตึกใหม่มีลิฟท์ทุกชั้น  สะดวกกว่ากันมาก

สำหรับรูปภาพห้องพักที่นี่ เสียดายมากเลยค่ะ ไม่ได้ถ่ายมาเลย วันนั้นมัวแต่วุ่นๆอยู่ เลยลืม
ยังไง ลองดูได้ในเว็บของ K'House Kyoto เลยค่ะ

mini Review: Hotel Chuo Oasis Osaka

ไม่อยากบอกเลยค่ะ ว่าลืมทำรีวิวโรงแรมของทริป Japan Kansai Trip 2015 ซะสนิทเลย
เข้าใจว่าทำไปแล้ว พอมาไล่ๆดู อ้าว! ยังไม่ได้ทำเหรอ คุ้นๆว่าเขียนรีวิวไปแล้ว
พอไปย้อนดูถึงรู้ว่า เขียนรีวิวไปใน TripAdvisor (แต่ลืมทำที่บล็อกตัวเอง - -")
////////////////////////////

Hotel Chuo Group เป็นเครือโรงแรมในโอซาก้า มีอยู่ 3 โรงแรมที่ชื่อคล้ายกัน คือ
ทั้ง 3 แห่งนี้จะตั้งอยู่บริเวณเดียวกัน คือ ย่าน Shin-Imamiya
โรงแรม Hotel Chuo กับ Hotel Chuo Selene นี่อยู่ติดกันเลยค่ะ


ย่าน Shin-Imamiya เป็นย่านยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวไทยอีกย่านหนึ่งค่ะ
เนื่องจากเป็นย่านที่ที่พักราคาถูกและการเดินสะดวก
แต่จริงๆแล้ว ย่านนี้สำหรับคนญี่ปุ่นเอง เป็นย่านที่ค่อนข้างน่ากลัวอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นแหล่งที่เที่ยวกลางคืน (ลองหาข้อมูลดูค่ะ ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน)

ตอนแรกที่ได้ยินมา ก็แอบมีกลัวๆอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ เพราะเราไปกันแต่ผู้หญิงล้วนๆเลย
แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรค่ะ อย่าพาตัวเองเข้าไปในแหล่งเป็นใช้ได้ 
กลางคืนอาจจะเงียบๆหน่อย แต่ไม่ได้น่ากลัวอะไร
โรงแรมก็อยู่ใกล้กับทางออกสถานีรถไฟมากๆ ร้านสะดวกซื้อก็อยู่ไม่ไกล สบายมากค่ะ

โรงแรมที่เราเข้าพักในครั้งนี้ คือ Hotel Chuo Oasis 

ที่เลือกเข้าพักที่โรงแรมนี้ เนื่องจากว่าแม้ทั้งสามแห่งจะเป็นโรงแรมในเครือเดียวกัน แต่ต่างก็มีเว็บไซต์โรงแรมแยกจากกัน (ใส่ link ไว้ให้ที่ชื่อโรงแรมแล้วค่ะ) มีราคาและเงื่อนไขการจองที่ต่างกันค่ะ 

จากการหาข้อมูลของเราตอนนั้น มีคนบอกว่าสภาพห้องพักจากใหม่ไปเก่า จะเป็น Hotel Chuo Selene > Hotel Chuo Oasis > Hotel Chuo ตามลำดับค่ะ 
ดังนั้น คนส่วนใหญ่จะแนะนำให้พักที่ Hotel Chuo Selene กับ Oasis มากกว่าที่ Hotel Chuo

สมาชิกของเราในทริปนี้ มีจำนวน 3 คน ดังนั้น เราต้องหาห้องแบบ Triple room ซึ่งทั้ง 2 โรงแรมนี้ตอบโจทย์เราทั้งคู่ค่ะ 
แต่ที่เลือกพักที่ Oasis เนื่องจากขณะจองที่พักนั้น ทาง Selene ยังไม่เปิดรับจองค่ะ (จะเปิดล่วงหน้า 1 เดือน) ในขณะที่ทาง Oasis เราเมล์ไปจองปุ๊บ ทางนั้นก็คอนเฟิร์มกลับมาทันที (ประทับใจค่ะ)

การเดินทาง
<Subway> Dōbutsuenmae Station on the Midosuji and Sakaisuji Lines  exit #2 or #4
<JR Loop Line> Shin-Imamiya Station #east exit
<Nankai Line> Shin-Imamiya Station


อย่างที่บอกไว้ข้างต้น การเดินทางมาที่โรงแรมค่อนข้างสะดวกมากๆ
ทั้งการไป-กลับสนามบินคันไซ (Kansai Internation Airport: KIX) และการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน (subway)

นอกจากนี้ ที่นี่ยังใกล้กับสถานที่ที่น่าสนใจหลายแห่ง สามารถเดินไปได้เลยค่ะ เช่น ย่าน Shinsekai ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Tsutenkaku Tower และเต็มไปด้วยร้านอาหารเยอะแยะมากมาย, Spa world, Donki (ดองกี้สาขานี้เปิด 24 ชั่วโมงด้วยค่ะ) หรือกระทั่งร้าน 100 เยน หรือ mini mart ก็มีอยู่ไม่ไกลค่ะ

ห้องที่เราพักเป็นห้องแบบ Triple Room Western style (ที่นี่มีห้อง Triple room มีทั้งแบบที่เป็น Western และ Japanese style ค่ะ)

ต้องบอกเลยว่า ถ้าเทียบกับ Business hotel หลายแห่งของญี่ปุ่นแล้ว ที่นี่ค่อนข้างกว้างกว่าปกติเล็กน้อย มีที่วางกระเป๋าใบใหญ่ได้แบบสบายๆ ไม่ต้องแออัดยัดเยียด


ห้องน้ำก็ขนาดมาตฐานเช่นเดียวกับโรงแรมอื่นๆค่ะ อุปกรณ์อาบน้ำต่างๆก็มีให้ครบ


ที่ lobby ก็มีบริการหลายอย่างให้ค่อนข้างครบครัน มีเครื่องซักผ้า-อบผ้าด้วยในกรณีที่เราพักหลายๆวันแล้วเสื้อผ้าไม่พอก็สามารถซักได้เลยค่ะ 


แต่จุดที่เราประทับใจที่นี่สุดๆ คือ คุณลุงรีเซพชั่นค่ะ
น่ารักมาก ใจดีมาก อัธยาศรัยดี เต็มใจให้ความช่วยเหลือตลอด

โดยปกติ โรงแรมจะให้เช็คอินได้ตอนบ่ายๆ แต่เราไปถึงตอนประมาณ 8-9 โมงเช้า ตั้งใจไปฝากกระเป๋าไว้ก่อน แล้วจะได้ไปเที่ยวต่อ
แต่เนื่องจากมีห้องพักว่างอยู่ ทางพนักงานเลยให้เราเช็คอินได้เลยตั้งแต่ตอนเช้า ทำให้เราได้อาบน้ำในวันนั้น หลังจากที่นอนที่สนามบินมาทั้งคืนและยังไม่ได้อาบน้ำ 555+

เอาเป็นว่าถ้าใครมีโอกาส โรงแรมนี้เป็นอีกแห่งที่แนะนำค่ะ ราคาประหยัด มีหัวใจบริการเป็นเลิศ :D


10 เมษายน 2559

Day 4-7: ชมซากุระสุดฟินที่ Kyoto

Kansai Sakura Trip 2015
Day 0-1 : ประสบการณ์นอนที่สนามบินคันไซกับครั้งแรกที่ Himeji
Day 2: Universal Studio Japan (USJ) กับบัตรเบ่ง Express Pass 5
Day 3: ตามล่าซากุระที่ Osaka แล้วไปช็อปปิ้งซอยละลายทรัพย์ Tenjinbashisuji
Day 4-7: ชมซากุระสุดฟินที่ Kyoto

∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇∆∇

ในที่สุด บล็อกนี้ก็ดองไว้ครบ 1 ปี พอดี ซากุระก็เริ่ม full bloom กันอีกครั้ง เราก็เพิ่งกลับจากทริปญี่ปุ่นอีก 1 ทริป ดองกันไว้ยาวมากๆ คราวนี้จะมาต่อให้จบค่ะ

เมืองเกียวโต เป็นอีกเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการชมซากุระมากค่ะ
มีหลายที่หลายแห่งให้เลือกสรร แต่ละที่ก็สวยๆทั้งนั้น เราดูกระทู้รีวิวของคนอื่นทั้งไทยและต่างชาติจนมึนไปหมด แต่สุดท้ายก็สรุปที่ที่อยากไป (และที่ที่ต้องไป) มาได้จำนวนหนึ่ง

วิธีการเลือกของเราคือดูจากรูปค่ะ อันนั้นเราเห็นว่าสวย ถูกจริต เราก็เลือกไปอันนั้นแหละ
ที่เราเลือกมามีวัด Daigoji, ริมแม่น้ำ Kamo และ Keage Incline ค่ะ

ส่วนที่ที่ต้องไปอย่างพวก landmark ต่างๆก็มี
 - วัดน้ำใส Kiyomizudera 
 - ศาลเจ้า Yasaka และ Maruyama park
 - ย่าน Gion
 - Arashiyama
 - วัดทอง Kinkakuji 
 - วัดเงิน Ginkakuji
- ทางเดินสายนักปราชญ์ Philosopher’s path (Tetsugaku no michi)
 - ศาลเจ้า Fushimi Inari 
 - ตลาด Nishiki Market แถมด้วยย่านช็อปปิ้งอย่าง Teramachi และ Shin- Kyogoku

คราวนี้เรามาจัดกลุ่มกันค่ะ
Arashiyama กับวัดทอง Kinkakuji จะตั้งอยู่ตอนบนของเกียวโต เพราะฉะนั้น 2 แห่งนี้ควรไปวันเดียวกัน เฉพาะ Arashiyama ใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันแน่ๆ วัดทองก็น่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง รวมๆแล้ว วันที่ไป Arashiyama นี้น่าจะเหลือเวลาพอที่จะเที่ยวที่ไหนอีกสักแห่งในช่วงประมาณบ่าย 3 เป็นต้นไป ตรงนี้เราอาจไปวัดน้ำใสหรือ Keage Incline ต่อได้ค่ะ ดูเวลาอีกทีค่ะ

วัดเงิน Ginkakuji กับทางเดินสายนักปราชญ์ Philosopher’s path ต้องไปวันเดียวกันแน่ๆค่ะ เพราะวัดเงินเป็นจุดเริ่มของทางเดินสายนักปราชญ์พอดี 
อีกที่หนึ่งซึ่งสามารถเดินไปจากทางเดินสายนักปราชญ์ได้คือ Keage Incline ค่ะ แต่ตอนแรกเรายังดูๆไว้ก่อน ไม่ได้ฟันธงว่าต้องไปวันเดียวกัน เพราะจะต้องเดินเยอะมาก
Keage Incline มีอีกวิธีที่สบายมาก คือ นั่งรถไฟไปลงสถานี Keage เดินออกจากสถานีปุ๊บก็ถึงแล้วค่ะ ตรงนี้เราเลยคิดว่า ถ้าวันไปวัดทอง เวลาได้ อากาศดี เราอาจจะมาที่นี่ต่อโดยรถไฟก็ได้

วัดน้ำใส Kiyomizudera ศาลเจ้า Yasaka และ Maruyama park ย่าน Gion กลุ่มนี้อยู่ใกล้กันมาก แถมใกล้กับตลาด Nishiki อีก ยังไงคงต้องมาย่านนี้กันเกือบทุกวันแน่ๆ เลยวงๆไว้ก่อนค่ะ ไม่ได้ฟิคมากว่าอะไรต้องไปวันไหน เมื่อไหร่ ดูตามเวลากันอีกที

แต่ถ้าใครมีเวลา อยากแนะนำเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่ง จริงๆเราอยากไปมาก แต่เนื่องจากเวลาไม่ลงตัว เลยต้องตัดออกไป คือ เส้นทาง Higashiyama (เส้นสีส้ม) จะเป็นเส้นที่เป็นบ้านทรงญี่ปุ่น จาก Kiyamizudera ยาวไปจนถึงศาลเจ้า Yasaka ค่ะ



ส่วน Fushimi Inari อันนี้ เราจับโยนไปไว้ในวันกลับค่ะ เพราะวันสุดท้ายเราจะใช้ Kansai Area Pass ซึ่งเป็น pass 1 day ของ JR เพื่อนั่ง Haruka ไปสนามบินอยู่แล้ว เลยกะใช้ pass นี้นั่งไปลงสถานี Inari ด้วยเลย ไม่ต้องไปเสียเงินเพิ่มในวันอื่นอีก

=================

Day 4 

วันนี้จริงๆแพลนตอนเช้าคือไปนาราค่ะ แต่เนื่องจากเรามีธุระนิดหน่อยเลยไม่ได้ไป
ปล่อยให้คุณเพื่อนไปเที่ยวนารา ชมน้องกวางกัน 2 คน

แต่ก่อนไปทำธุระ เราแอบเดินจากโรงแรมไปถึง Tsutenkaku tower มาค่ะ ไปตอนเช้า ร้านยังไม่ค่อยเปิด (แต่เห็นบางร้านเริ่มจัดร้านแล้ว) ระหว่างทางเดินไป(แบบมั่วๆ) เจอร้านที่เค้านั่งเล่นโกะกันด้วยค่ะ มีคุณลุงนั่งเล่นกันอยู่ แต่ไม่กล้าถ่ายรูป กลัวจะรบกวน รู้สึกเหมือนอยู่ในการ์ตูนฮิคารุเซียนโกะอย่างไรอย่างนั้นเลย 







หลังจากทำธุระอะไรเสร็จ เรานัดเจอเพื่อนที่เกียวโตค่ะ ซึ่งเนื่องจากเราไม่มีอินเตอร์เน็ต ทำให้ติดต่อเพื่อนไม่สะดวกเท่าไหร่ ประกอบกับหลายๆอย่าง กว่าจะเจอกัน เลทไปจากเวลานัดเยอะเลยค่ะ 

จริงๆ ตามแพลนวันนี้คือตั้งใจจะไปวัด Daigoji ตอนบ่าย ก็เลยไปไม่ทัน 
เราเสียดายมากกกกก จริงๆ เราถึงเกียวโตตั้งแต่เที่ยงๆแล้ว แต่เพราะนัดเพื่อนไว้บ่าย เลยตัดใจรอ คิดว่าไปพร้อมกันดีกว่า ท้ายสุดปรากฏว่าเกิด accident นิดหน่อย กว่าจะเจอกับเพื่อนก็เกือบสี่โมงเย็น ก็เลยต้องตัดใจค่ะ 

ช่วงเวลาระหว่างที่เรารอเพื่อนนั้น เราก็ยังคงใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการไปเดินเล่นริมแม่น้ำ Kamogawa รอซะเลย ซึ่งตอนนั้นฝนตกค่อนข้างหนักเลย (แต่ยังคงมีคนมาวิ่งจ็อกกิ้ง ...เห็นแล้วงง ฝนตกขนาดนั้น ยังวิ่งจ็อกกิ้งตากฝนอีกเหรอ ???)
ช่วงที่เราเดินคือเริ่มต้นจากตรง K's house Kyoto ไล่ไปตามแม่น้ำ Komogawa จากสถานี Shichijo ไปเรื่อยๆ จนถึงสถานี Kiyomizu-gojo รวมระยะทางน่าจะประมาณเกือบๆ 1 km ค่ะ
ขนาดฝนตกๆนะคะ ซากุระริมแม่น้ำคือสวยมากกก จะมีต้นที่ full bloom บานเป็นระยะๆ แถมไม่มีคนเลยค่ะ (ก็นะ ฝนมันตก จะมีคนสักกี่คนมาเดินชมดอกไม้กัน) 
แต่เสียดายเราก็ไม่มีมือถ่ายรูปด้วยเหมือนกัน มือหนึ่งถือร่ม อีกมือถือถุงขยะ (ถังขยะเป็นสิ่งที่หายากจริงๆนะ >< !)
รูปที่ได้มานี่คือยืนอยู่ใต้สะพานค่ะ วางร่มแล้วถ่ายรูป ตรงซากุระนี่ ไม่ได้ถ่ายรูปเลย 555+



เดินชมซากุระจนอิ่มจนถึงสถานี Kiyomizu-gojo เราก็นั่งรถไฟสาย Keihan line ไปอีก 1 สถานี ลงที่สถานี Gion-Shijo เพื่อไปเดินเล่นค่ะ (วันนี้เราใช้ KTP ค่ะ เลยนั่งรถไฟตรงส่วนนี้ได้ฟรี)
พอออกจากสถานี Gion-Shijo แล้ว ย่านนี้เป็นย่านที่เราเคยมาพักเมื่อปีก่อนค่ะ มีทั้งห้างสรรพสินค้า ย่าน Shopping street อย่าง Teramachi และ Shin- Kyogoku (เส้นสีเหลือง) หรือตลาด Nishiki (เส้นสีแดง) รวมไปถึงใกล้กับศาลเจ้า Yasaka และ Gion ด้วยค่ะ (จะอยู่อีกฝั่งของสถานี Gion-Shijo)
แต่เนื่องจากพวกสถานที่ท่องเที่ยว ยังไงก็ต้องมากับเพื่อนอีกทีอยู่แล้ว เราเลยไปสำรวจตลาด shopping ดีกว่าค่ะ เดินไปเรื่อย ดูโน่นดูนี่ สนุกดีเหมือนกันค่ะ 5555+
ระหว่างทางเดินไปจะมีคลองสายเล็กๆที่ขนานกับแม่น้ำ Kamogawa ตรงจุดนี้จะมีแนวต้นซากุระด้วยค่ะ



เราเดินเล่นจนกระทั่งใกล้ถึงเวลานัดกับเพื่อน จึงกลับไปรอที่จุดนัดพบคือ K's house
พอพบกับเพื่อนแล้ว ก็กลับมาที่เดิมอีกครั้ง แต่คราวนี้ไปอีกด้านหนึ่งค่ะ
ตรงไปที่ศาลเจ้า Yasaka Shrine



ช่วงนี้ที่ศาลเจ้ามีงานเทศกาลอยู่ด้วยค่ะ มีงานออกร้านขายอาหารต่างๆ รวมถึงมีบ้านผีสิงด้วย (เหมือนงานวัดเมืองไทยนี่เอง) 




เดินเข้าไปใน Yasaka Shrine เรื่อยๆ เราจะพบกับ Maruyuma park ซึ่งเป็นที่ตั้งของต้นซากุระชื่อดังพันธุ์ย้อยหรือพันธุ์ Shidarezakura เป็นจุด check point อีกจุดที่คนไปถ่ายรูปกันเยอะมาก




หลังจากออกจาก Yasaka Shrine เดินออกไปอีกหน่อย เราจะไปถึงย่าน Gion 
Gion ที่เราจะไปกันมี 2 จุดค่ะ คือ Hanamikoji dori กับ Shirakawa Minami dori 
จุดแรกที่ Hanamikoji dori เดินออกจากศาลเจ้า Yasaka แล้วเดินตรงมาเรื่อยๆ ถนนเส้นนี้จะอยู่ทางซ้ายมือ เดินเข้าไปจะเป็นร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ตกแต่งแบบญี่ปุ่นๆ และบ่อยครั้งก็จะเจอไมโกะหรือเกอิชาฝึกหัดด้วยค่ะ




ส่วนอีกจุดที่ Shirakawa Minami dori จะเป็นจุดที่มีต้นซากุระเลียบแนวแม่น้ำเล็กๆค่ะ สวยมากกกกกก (และคนก็เยอะพอควรด้วยเช่นกัน)


=================

Day 5

วันนี้ตื่นแต่เช้าเพื่อไป Arashiyama กันค่ะ
การไป Arashiyama เพื่อนั่งรถไฟสายโรแมนติก มีได้หลายแบบ 
เช่น อาจจะนั่ง JR ลงสถานี Saga Arashiyama จากนั้นเดินไปนั่งรถไฟ Sagano ที่สถานี Torokko Saga ซึ่งเป็นต้นสายยาวไปจนสุดสายที่สถานี Kameoka แล้วนั่งเรือล่องกลับลงไปใกล้กับสะพาน Togetsukyo ก็ได้ 
หรืออาจใช้วิธีเดียวกับเรา คือ จาก Kyoto station นั่ง JR Sagano ลงที่ Umahori station จากนั้นเดินไปที่สถานี Kameoka station ของ Sagano sightseeing tram line แล้วไปลงที่สถานี Torokko Arashiyama station >>> ถ้าใช้สูตรนี้แนะนำให้นั่งฝั่งซ้ายจะเห็นวิวมากกว่าค่ะ 
Romantic Train มีเวลาทำการช่วงที่เราไป คือ 9.30-18.00 (แต่ละฤดูเวลาเปิด-ปิดจะแตกต่างกัน) ใช้เวลาประมาณ 20 นาที



พอออกจากสถานี Torokko Arashiyama เราสามารถเดินไปที่อุโมงค์ต้นไผ่ Bamboo forest stroll และ Tenryuji Temple (8.30-17.30: no closing day: 500Y)
และเดินไปจนถึง Togetsukyo bridge ใช้เวลาเดินทั้งหมดก็ประมาณ 2 ชั่วโมงได้ค่ะ


เพราะฉะนั้น แค่ Arashiyama ก็หมดอย่างน้อยครึ่งวันแน่ๆค่ะ 
เราแวะทานอาหารกลางวันกันแถวๆ Arashiyama นี่แหละค่ะ 
หลังจากทานอาหารและถ่ายรูปตรงสะพาน Togetsu เรียบร้อยแล้ว สถานที่ต่อไปที่เราจะไปกันก็คือสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างวัดทองหรือ Kinkakuji Temple (9.00-17.00: no closing day: 400Y)

จากสะพาน Togetsu ให้เดินย้อนกลับไปขึ้นรถไฟสาย Keifuku railway หรือที่เรียกกันว่า Randen
โดยขึ้นจากสถานี Arashiyama (A14) ไปเปลี่ยนสายจากสาย A เป็นสาย B ที่สถานี Katabira no Tsuji (A9)(B1) แล้วไปลงที่สถานี Kitano Hakubaicho (B9)
รถไฟสาย Randen นี้จะวิ่งผ่านอุโมงค์ซากุระ (Cherry Blossom Tunnel) ซึ่งอยู่ระหว่าง Narutaki (B3) กับ Utano (B4) ด้วยค่ะ เป็นจุดที่หลายคนชอบไปถ่ายภาพรถไฟคู่กับซากุระกัน ถ้ามีเวลาลองลงที่สถานีตามที่บอก เดินลงไปดูก็ได้นะคะ ถ้าแค่อยู่ในรถไฟแบบเราก็จะเห็นว่าผ่านต้นซากุระและเห็นคนมาคอยถ่ายรูปกันค่ะ (มีคนตั้งขาตั้งกล้องถ่ายกันเป็นงานเป็นการมากมาย)

จากสถานี Kitano Hakubaicho เราจะขึ้นรถบัสกันต่อค่ะ 
ตรงนี้จะเป็นป้าย Kitano Hakubai-cho ค่ะ สามารถขึ้นรถบัสสาย 101 102 204 หรือ 205 ไปลงที่ป้าย Kinkakuji-michi (ไม่ต้องกลัวหลงหรือลงไม่ถูกนะคะ รถบัสของญี่ปุ่นจะมีจอบอกป้ายอยู่ตลอด ว่าป้ายต่อไปคือป้ายอะไร ทั้งเป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ)

ออกจากวัดทอง ยังพอมีเวลาอยู่พอสมควร เราเลยไปต่อกันที่ Nishiki Market และเก็บตก shopping กันแถวนั้นอีกนิดหน่อย
ที่ Nishiki market อาหารน่ากินเยอะมาก ควรเคลียร์ท้องให้ว่างก่อนมาด้วยนะคะ ( >_< )

=================

Day 6

วันนี้เป็นวันแห่งการชมซากุระโดยแท้เลยค่ะ
เริ่มต้นจากการนั่งรถบัสไปลงที่ป้าย Ginkukuji-michi
จากนั้นเดินไปวัดเงิน Ginkakuji (8.30-17.00: no closing day: 500Y) จุดสีเหลืองที่มุมขวาบน
แต่วัดเงินนี่ เงินแต่ชื่อนะคะ ต่างจากวัดทองที่สีทองจริงๆ เห็นว่าเงินหมดก่อนที่จะมีการฉาบสีเงิน

จากวัดเงิน พอเดินออกมาจะเป็นทางเดินสายนักปราชญ์ Philosopher’s path หรือ Tetsugaku no michi (เส้น A ถึง B) ระยะทางประมาณ​ 1.5 km มีซากุระเป็นแนวตลอดทาง



ช่วงที่ไป Full bloom พอดีค่ะ แต่เพราะมีฝนตก ทำให้ซากุระบางส่วนเริ่มร่วง บรรยากาศเลยยิ่งสวยไปอีกค่ะ พื้นเต็มไปด้วยกลับดอกซากุระ




จากทางเดินสายนักปราชญ์ เดินไปเรื่อยๆ ผ่านวัด Nanzenji จนถึง Keage Incline ค่ะ
เป็นเส้นที่มีซากุระเป็นแนวรอบทางรถไฟ (เส้น A ถึง B เส้นล่างตามภาพ)
ตรงจุดนี้ เป็นจุดที่มีคนไทยเยอะมากเป็นพิเศษ มีแต่เสียงภาษาไทยคุยกันตลอดเลย อบอุ่นเหมือนอยู่เมืองไทยเลยค่ะ

และจุดนี้ก็มีเรื่องเกิดขึ้นด้วยค่ะ เราเกิดอาการแพ้อะไรบางอย่างค่ะ ผื่นขึ้นทั้งตัว คอแดง หน้าแดงจนน่ากลัว เป็นอาการแพ้แน่ๆ แต่ปัญหาคือแพ้อะไร?
ระหว่างทางที่เดินมา เราได้มีโอกาสได้กินหน่อไม้ญี่ปุ่นย่าง นี่เป็นข้อสันนิษฐานหนึ่ง คือ แพ้หน่อไม้ญี่ปุ่น
กับอีกข้อสันนิษฐานหนึ่ง คือ แพ้เกสรดอกไม้ค่ะ เป็นอาการแพ้ที่คนญี่ปุ่นเป็นกันเยอะด้วยซิ
จนวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าแพ้อะไร 
แต่ที่แน่ๆ ทำให้รู้ว่า ยาอีกอย่างที่ควรติดไปต่างประเทศด้วย คือ ยาแก้แพ้ค่ะ (ปกติ เราจะติดพวกยาพารา ยาแก้ท้องเสีย หรือยาคลายกล้ามเนื้อไปต่างประเทศอยู่แล้ว แต่ไม่เคยพกยาแก้แพ้ไปด้วย จากเรื่องนี้ ทำให้ทริปต่อๆมา เราพกยาแก้แพ้ไปด้วยตลอดเลย) 



ตรง Keage Incline เราสามารถเดินไปเรื่อยๆ จนถึงศาลเจ้า Heian
จริงๆ ถ้ามีเวลา อยากเข้าไปในศาลเจ้าเฮอันอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ด้วยเวลาหลายๆอย่าง เลยทำให้ได้แค่ถ่ายรูปกับโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่หน้าศาลเจ้าเท่านั้นเองค่ะ 

จากจุดนี้ เรานั่งรถบัสต่อไปที่ป้าย Kiyomizu-michi bus stop จากนั้นเดินขึ้นเขาไปอีกประมาณ 10 นาทีก็จะถึงวัดน้ำใส หรือ Kiyomizudera Temple (6.00-18.00: no closing day: 300Y) 
ช่วงซากุระ กลางเดือนมีนาถึงเมษา วัดน้ำใสจะมีการเปิดให้ชมในตอนเย็นด้วย เป็น Spring Illumination (18.30-21.30: 400Y) 


ช่วงเย็นของวันนี้ เราและเพื่อนไปเก็บตกกันอยู่ที่ห้าง Yodobashi ตรงสถานี Kyoto station ค่ะ
สายชาร์จ iPhone เราขาด ทำให้ต้องไปซื้อใหม่ เทียบกับเงินบาท ราคาใกล้เคียงมาก ถูกกว่านิดหน่อย (หลักสิบ) 
เพื่อนเราจะไปซื้อ power bank กับ lense กล้อง
นอกจากนี้ เราต้องไปเดินตามหากันพลาให้น้องชาย ซึ่งแบบ..... ลำบากเล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะกันพลามันเยอะ น้องให้รูปมา เรานี่เดินหาจนตาลาย สุดท้ายบางตัวต้องให้พนักงานช่วยหา 
เราเข้าไปอยู่ในโลกแห่งกันพลาทุกรอบที่มาญี่ปุ่น ทั้งๆที่เราไม่เคยพิสมัยการต่อกันพลาแม้แต่น้อย จนเราเริ่มรู้สึกว่ามันจะน่าต่อขึ้นมาบ้างแล้วค่ะตอนนี้ ^o^ 

=================

Day 7

วันสุดท้าย เป็นวันที่ต้องกลับเมืองไทยแล้วค่ะ 
วันนี้เราจะต้องเดินทางจาก Kyoto ไปยังสนามบินคันไซ​ โดยเราจะใช้ 1-day JR Kansai Area Pass เพื่อนั่ง Haruka ไปลงสนามบิน

เริ่มต้นวันนี้ที่ Fushimi Inari เลยค่ะ 
นั่ง JR ไปลงสถานี Inari ออกจากหน้าสถานีปุ๊บ ถึงเลยค่ะ ไม่มีหลงแน่นอน




เราไม่ได้เดินไปจนสุดทางของโทริอิสีแดงนะคะ (ไกลเกิ๊นนนน ไม่ไหวค่ะ)
จากนั้นก็เป็น Free time และนั่ง JR Airport Express Haruka ไปที่สนามบินคันไซ จัดการฝากกระเป๋า
จากนั้นก็ออกเดินทางไป Rinku Town Outlet
ตอนแรกก็คิดว่าไปไม่นาน ไปเดินเล่นๆ ไม่ได้จะซื้ออะไร
แต่เอาเข้าจริง 4-5 ชั่วโมงที่นี่ เราใช้คุ้มค่ามากกกก แทบไม่พอเลยค่ะ เดินยังไม่ทั่วเลย ผู้หญิงอ่ะนะ พอเริ่มช็อปปิ้ง ไฟเริ่มติดแล้ว เริ่มหยุดไม่ได้ สนุกมากค่ะ 55555+ 

ช็อปปิ้งเสร็จแล้ว ก็กลับไปเช็คอินที่สนามบิน ตอนแรกกะไปช็อปปิ้งที่ Duty Free ปิดท้าย แต่ว่าร้านใน Duty Free เริ่มทยอยปิดแล้ว ไม่รู้เป็นโชคดีหรือโชคร้ายเนอะ ( > < )

ท้ายสุด เลยจบทริปนี้แต่เพียงเท่านั้นค่าาาาาา