02 มิถุนายน 2561

สภาพอากาศ/ฤดูกาล/การแต่งกาย ไปญี่ปุ่น แต่งตัวยังไงดี

สภาพอากาศ/ฤดูกาล

ประเทศญี่ปุ่น แบ่งเป็น 4 ฤดูกาล คือ
  • ฤดูหนาว ; เดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์
  • ฤดูใบไม้ผลิ ; เดือนมีนาคม - พฤษภาคม
  • ฤดูร้อน ; เดือนมิถุนายน - สิงหาคม
  • ฤดูใบไม้ร่วง ; เดือนกันยายน - พฤศจิกายน
อุณหภูมิเฉลี่ยของแต่ละเดือนและแต่ละพื้นที่ก็จะต่างกันออกไป กล่าวคือ นอกจากต้องดูช่วงเวลาที่เดินทางแล้ว ยังต้องดูด้วยว่าเดินทางไปที่เมืองไหน เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ละพื้นที่ก็อาจมีสภาพอากาศที่แตกต่างกัน

ด้วยเหตุนี้ทำให้เทศกาลการชมซากุระและใบไม้แดงของแต่ละพื้นที่ในญี่ปุ่นไม่ตรงกัน จะแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ 

และนี่เป็นสถิติช่วงเวลาเฉลี่ยย้อนหลังของซากุระและใบไม้แดงในประเทศญี่ปุ่นค่ะ





แต่เหนือสิ่งอื่นใด การจะได้เจอมั้ย เป็นเรื่องของดวงด้วยค่ะ บางทีก็มาช้าบ้าง เร็วบ้าง ให้ได้ลุ้นกันตลอด โดยเฉพาะซากุระซึ่งมีช่วงเวลาในการชมที่ค่อนข้างสั้นนี่ลุ้นกันเหงื่อตกเลยค่ะ

ช่วงเวลาในการบานของซากุระจะเป็นแบบนี้ค่ะ 
หลังจากซากุระดอกตูมเริ่มผลิให้เห็นสีชมพูนิดๆ (opening) ซากุระจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ในการผลิดอกแบบเต็มๆ (อาจช้ากว่านี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิตอนนั้นด้วย) 
แล้วพอ full bloom แล้ว ตอนนี้จะเป็นช่วงเทศกาลชมซากุระค่ะ (best viewing) ซากุระจะอยู่ให้เราได้เชยชมอีกประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วก็จะเริ่มร่วงไป ผลิใบอ่อนสีเขียวขึ้นมาแทน (บางทีอาจร่วงเร็วกว่านั้นหากมีฝนตกหรือลมแรง)




การพยากรณ์อากาศ

คราวนี้ ถ้าอยากทราบว่าไปญี่ปุ่นช่วงไหน อุณหภูมิประมาณเท่าไหร่ ขอแนะนำ เว็บไซต์พยากรณ์อากาศ ทั้งหลายค่ะ 

สำหรับช่วงก่อนเดินทาง ส่วนตัวเราจะใช้เว็บ Accuweather ค่ะ เนื่องจากสามารถดูอุณหภูมิเฉลี่ยได้และดูเป็นรายเดือนได้ด้วย ตรงนี้จะเป็นการดูอุณหภูมิคร่าวๆ เพื่อให้รู้ว่าอากาศช่วงนั้นจะหนาว เย็น หรือร้อนประมาณไหน จะได้จัดเตรียมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในขั้นต้นได้

ตัวอย่าง
นี่เป็นตัวอย่างการดูอุณหภูมิจาก accuweather ค่ะ อันนี้เราเลือกเป็นเมืองโตเกียว ช่วงเดือนมกราคม ปีหน้า (2019) มันก็จะขึ้นเป็นอุณหภูมิเฉลี่ย (history average) มาให้ ซึ่งจะเห็นว่าค่อนข้างหนาวเลยค่ะ อยู่เลขตัวเดียวตลอดทั้งเดือน เตรียมเสื้อผ้าหน้าหนาวแบบจัดเต็มไปได้เลย


https://www.accuweather.com/en/jp/tokyo/226396/month/226396?monyr=1/01/2019
หลังจากนั้น ช่วงใกล้ๆก่อนเดินทาง แนะนำให้เช็คเพื่ออัพเดทอีกครั้งค่ะ 

แล้วพอไปถึงที่ญี่ปุ่นแล้ว ก็แนะนำให้เช็ควันต่อวันอีกที เพื่อดูสภาพอากาศว่าจะมี ฝนตก หิมะตก ลมแรง เมฆมาก หรือท้องฟ้าแจ่มใส จะได้เตรียมตัวถูกค่ะ
การเช็ควันต่อวันของพยากรณ์อากาศญี่ปุ่นเป็นอะไรที่แม่นมากกกก น่าประทับใจสุดๆ บอกว่าฝนจะตกสิบโมง มันก็ตกสิบโมงจริงๆค่ะ ซึ่งอันนี้เราจะเช็คจากแอพ weather ของ iPhone ค่ะ 

นอกจกานี้ website พยากรณ์อากาศยังมีอีกหลายเว็บนะคะ เลือกชมกับได้ตามพอใจเลย
http://www.jma.go.jp/en/week/
http://www.jnto.go.jp/weather/tha/
http://weather.yahoo.co.jp/weather/

อีกอย่างที่แนะนำให้เช็คด้วยเพื่อจะได้วางแผนการเดินทางได้ดีขึ้น คือ เวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นและตก

เช่น ในฤดูหนาว ปกติพระอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว ทำให้มีเวลากลางวันค่อนข้างสั้นกว่าฤดูอื่นๆ พูดง่ายๆ คือมันจะมืดเร็ว แล้วเวลาถ่ายรูปตอนแสงน้อย มันจะไม่สวยเอาเนอะ บางครั้งห้าโมงเย็นคือมืดแล้ว เร็วจนน่าตกใจ เวลาวางแพลนเที่ยวก็ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยค่ะ
website>> http://www.timeanddate.com/worldclock/sunrise.html

ถ้าใครใช้แอพ waether ใน iphone ตรงนี้ก็จะมีข้อมูลให้ด้วยเลยค่ะ (เข้าใจว่าฝั่งแอนดรอยก็น่าจะมีเหมือนกันนะคะ ลองเช็คกันดูอีกทีนะคะ ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ)



จุดที่อยากให้สังเกต นอกจากอุณหภูมิ สภาพอากาศ เวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกแล้ว คือ feels like เพราะเคยเจอบางทีอุณหภูมิสิบกว่าๆ แต่ feel like 4 องศาก็มีค่ะ 
นอกจากนี้ chance of rain หรือโอกาสที่ฝนจะตก กับ Humidity หรือความชื้นในอากาศ ก็เป็นจุดที่น่าสังเกตเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้อากาศค่าความชื้นในอากาศนี่สำคัญนะคะ จะมีอาการหรือไม่มีอาการก็วัดกันตรงนี้แหละ


การแต่งกาย

Credit: http://www.style-arena.jp/en/

แน่นอนว่าเรื่องการแต่งกายควรจะสัมพันธ์กับอากาศนะคะ ไม่ใช่ไปช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ต้นฤดูร้อน แล้วใส่โค้ทขนเป็ดมิชลินตัวหนาๆสำหรับหน้าหนาวไป มันจะเกินเบอร์ไปนิดนึง (จริงๆ ก็ไม่นิดค่ะ เยอะเลย) 


สำหรับ Guidelines เรื่องการแต่งตัว แนะนำ Blog ของคุณ White Amulet บอกไว้ค่อนข้างละเอียดมาก

<< มาญี่ปุ่น(โตเกียว)เดือนไหนแต่งตัวยังไงดี มีอะไรให้เที่ยวบ้าง ของคุณ White Amulet >>
ปกติ เราจะดูคู่กับเว็บ Street fashion ของญี่ปุ่นที่คุณ White Amulet แนะนำไว้ อีกเว็บนึง คือ http://www.style-arena.jp/

และถ้าใครเล่น instagram จงใช้ instagram ให้เป็นประโยชน์ค่ะ
ลองค้นหาสถานที่ที่เราจะไป แล้วไปดูว่าคนอื่นๆ เขาแต่งตัวกันยังไง อากาศประมาณไหนก่อนก็ได้ค่ะ เป็น ref ให้เราในการเตรียมชุด 
ตรงนี้อย่าลืมเลือกเป็น recent ด้วยนะคะ เพราะเวลาค้นหาสถานที่แล้วกดเข้าไป มันจะไปเลือกเป็น top ให้เราก่อน ให้เลือกแถบข้างๆเป็น recent ก่อนค่ะ จะได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันสุด
แล้วก็ระวังนิดนึงด้วยนะคะ เพราะบางคนอาจจะลงรูปย้อนหลังนานก็ได้ ต้องใช้วิจารณญาณในการดูด้วยนิดนึง

ส่วนต่อไปเป็นความเห็นส่วนตัวของเราเองค่ะ

สำหรับช่วงหน้าหนาวที่มีหิมะตก อันนี้คนไทยอย่างเราจัดเต็มไปได้เลยค่ะ แฟชั่นหน้าหนาว หมวก ถุงมือ ที่ปิดหู ผ้าพันคอ เสื้อโค้ท ลองจอน รองเท้าบูท จัดไปค่ะ อันนี้ไม่น่ามีปัญหาเท่าไหร่
ส่วนหน้าร้อน ร้อนมากค่ะ เสื้อผ้าเหมือนอยู่ไทยได้เลยค่ะ 

แต่ฤดูที่เรามีปัญหาตลอดคือช่วงการเปลี่ยนผ่านฤดูอย่างช่วงใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วงค่ะ เพราะเป็นช่วงที่อากาศมีความเหวี่ยงอยู่สูงมาก บางวันหนาว บางวันแค่เย็นๆ (และมีโอกาสร้อนหากแดดจัด)

ช่วงเวลาที่เราไปญี่ปุ่นบ่อยที่สุดจะเป็นช่วงเดือนมีนาคม - เมษายนค่ะ ซึ่งเป็นช่วงฮอตฮิตของคนไทยเลย 
อากาศช่วงนี้ ส่วนตัวเราว่ามันจัดเสื้อผ้ายากเอาการ แทบจะต้องคิดกันวันต่อวันเลยค่ะ เพราะบางวันอากาศอยู่ที่สิบกลางๆ ซึ่งเป็นอากาศที่ค่อนข้างเย็นสบาย ใส่เสื้อคลุมตัวเดียวก็เอาอยู่ แต่อยู่ๆวันรุ่งขึ้นอุณหภูมิลดไปอยู่ที่ 7 องศาก็เจอมาแล้วค่ะ เรียกหาโค้ทแทบไม่ทัน (โค้ทวูลสวยงามนะคะ ไม่ถึงขนาดขนเป็ดมิชลิน) บางวันร้อนแบบใส่คาดิแกนยังต้องถกแขนเสื้อขึ้น แต่อยู่ๆอีกวันฝนตก เดินหนาวสั่นอยู่กลางถนน 
เพราะฉะนั้น การเตรียมเสื้อผ้าในช่วงนี้ เผื่อเยอะเผื่อน้อยไปหน่อยก็ดีค่ะ (แต่ถ้าใครสายช็อปอยู่แล้ว ตั้งใจไปซื้อใหม่ที่โน่นเลยก็ไม่มีปัญหาค่ะ จัดไป!) 

คราวนี้ บางคนอาจจะงงค่ะ เห็นอุณหภูมิแล้วบางทียังคิดไม่ออกว่า อุณหภูมิแบบนี้มันหนาวเย็นประมาณไหน เราจะเล่าคร่าวๆให้ฟังค่ะ base on ตัวเราเองที่คิดว่าเป็นคนกลางๆค่อนไปทางขี้หนาวเล็กน้อย 
***กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ การทนต่ออากาศแต่ละคนไม่เหมือนกัน 
สำหรับเรา อุณหภูมิเลขตัวเดียวลงไปคือหนาวค่ะ เสื้อโค้ท ผ้าพันคอ ถุงมือ เราเอาไปแน่ๆ งานลองจอน heattech ก็ต้องมาให้ครบค่ะ
ถ้าช่วง 10 ต้นๆ อันนี้คือยังหนาวอยู่ เหมาะกับเสื้อโค้ทวูลแฟชั่นสวยงาม heattech ยังต้องมีค่ะ ผ้าพันคอก็ควรมี แต่อาจไม่จำเป็นต้องหนามาก เอาไว้กันลม
ช่วง 10 กลางๆไม่เกิน 20 อันนี้ถือว่าอากาศเย็นกำลังสบาย ไม่ถึงกับหนาวค่ะ ใช้เสื้อกันหนาวธรรมดาได้สบายมาก เสื้อคลุมยีนส์ก็ได้ เบลเซอร์ก็เอาอยู่ คาดิแกนก็ยังไหวค่ะ heattech แนะนำเป็นรุ่นธรรมดาที่บางหน่อยค่ะ ซ้อนไว้เผื่อตอนเช้ากับตอนเย็นที่อากาศมักจะเย็นและมีลม หรือบางทีเสื้อคลุมไม่ต้องเลยก็ได้ ใส่สเวตเตอร์หนาๆตัวเดียวก็อยู่ค่ะ (แต่จริงๆ แนะนำให้ใส่แบบซ้อนๆ คลุมๆ เอาดีกว่า เพราะถ้าร้อนก็ถอดได้เลย)
ช่วง 20 ขึ้นมา นี่อากาศสบาย ค่อนจะร้อนในบางวันแล้วค่ะ ใส่เสื้อผ้าสบายๆได้เลย แต่อาจเตรียมเสื้อคลุมบางๆไว้กันลมสักหน่อย

เสื้อผ้าก็ประมาณนี้ค่ะ 

ส่วน item ที่เราแนะนำให้ concern เป็นพิเศษ คือ "รองเท้า"
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เดินเยอะมากๆๆๆค่ะ รองเท้าสำคัญมากจริงๆ ทริปแรกเรานี่เท้าแทบพังเพราะไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่ เล็บม่วงเลยค่ะ ใช้เวลา 1 ปีพอดีกว่าความม่วงจะหายไปจากเล็บ ตอนแรกนึกว่าต้องไปถอดเล็บแล้ว ( > < ) พอทริปต่อๆมานี่ ถึงได้ให้ความสำคัญ และค้นพบว่ารองเท้าที่ใช่มันดีกับชีวิตจริงๆ

รองเท้าที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงนะคะ เอารองเท้าที่เหมาะกับเท้าเราและการใช้งานเป็นดีที่สุดค่ะ 
บางทีกว่าจะเจอรองเท้าที่ใช่มันอาจจะยาก คนอื่นว่าดี แต่มันไม่ดีกับเราก็มี แต่อย่าท้อแท้ค่ะ หามันต่อไป เราจะต้องเจอมันในสักวันค่ะ

สำหรับเราตอนนี้ คู่ที่เรา love ที่สุดและยังไม่มีอะไรมาแทนที่ได้ คือ Skechers Go Walk ค่ะ แต่ไม่ใช่ตัวผ้าที่นิยมกันนะคะ เป็นรุ่นย่อยของ go walk อีกรุ่นนึงซึ่งพื้นจะหนากว่ารุ่นธรรมดาหน่อยนึง
รองเท้านิ่มมากกก นิ่มจนบางคนไม่ชอบ 555+ แต่เราชอบค่ะ ใส่สบายมากๆสำหรับเรา แต่รองเท้านิ่มๆแบบนี้ เราว่าเหมาะแก่การเดินพื้นเรียบๆอย่างถนนในเมืองนะคะ ไม่ค่อยเหมาะกับการเดินป่าเขาเท่าไหร่
แต่ข้อเสียของมันคือ มันไม่ค่อยสวยค่ะ ทรงเชยมาก (แต่ให้อภัยได้เพราะมันใส่สบายจริงๆ)
และข้อเสีย(สุดๆ)ของรองเท้ารุ่นนี้คือ ใช้ๆไปนานๆแล้วจะเริ่มมีกลิ่นค่ะ (ปัญหาใหญ่มากๆ) 
คู่นี้ซื้อมาสองพันกว่าบาท แต่ใช้จนรู้สึกคุ้มมากๆ ทุกวันนี้อยากปลดระวางนางมากค่ะ แต่ยังหาอะไรมาแทนนางไม่ได้ ไปดู Go Walk รุ่นปัจจุบันก็รู้สึกยังไม่อยากซื้อ อยากหาที่สวยกว่านี้ (แต่สบายแบบนี้) ตอนนี้ยังพยายามค้นหาอยู่เรื่อยๆแต่ยังไม่เจอที่ใช่สักที หรือบางครั้งรู้สึกว่าเจอแล้ว แต่ไม่มีไซส์ก็บ่อยค่ะ (ไซส์ฮิตของหญิงไทยก็แบบนี้ค่ะ หมดตลอดเว) ก็ยังต้องหาต่อไปค่ะ.....

ตอนนี้ถือคติ รองเท้าก็เหมือนเนื้อคู่ กว่าจะเจอที่ใช่มันต้องใช้เวลา 5555+

รูปนี้ไม่มี Go walk นะคะ แต่คู่ขาวกับชมพูเป็น Skechers เหมือนกันค่ะ


24 เมษายน 2561

แชร์ประสบการณ์พาหลาน(คนละนามสกุล)เที่ยวต่างประเทศโดยพ่อแม่เด็กไม่ได้ไปด้วย

*blog นี้เขียนลงพันทิปไว้ค่ะ >> https://pantip.com/topic/37593518
เดี๋ยวถ้ามีเวลาจะมาเขียนเรื่องการจัด Family Trip แบบมีทั้งผู้สูงอายุและเด็กน้อยอีกครั้ง (^o^)
==================

ขอเกริ่นก่อนนะคะ 

ทริปนี้เป็นทริปไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาค่ะ เที่ยวกันเอง ไม่ได้ไปกับทัวร์ เราเป็นคนจัดทริป จองที่พัก เตรียมข้อมูลและเอกสารทั้งหมดเองค่ะ


คราวนี้ ในส่วนของเอกสารคนอื่นๆในกรุ๊ปก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ เพราะโตๆกันหมดแล้ว การไปเที่ยวญี่ปุ่นไม่เกิน 15 วัน มีแค่พาสปอร์ตก็โอเคแล้ว ไม่ได้ต้องขอวีซ่าอะไร 

จะวุ่นวายหน่อยก็มีแค่หลานเราคนเดียวซึ่งเป็นที่มาของกระทู้นี้

หลานเราอายุ 5 ขวบค่ะ ทริปนี้พ่อแม่ของหลานเราไม่ได้เดินทางไปด้วยเพราะติดงาน แล้วที่สำคัญคือหลานเราดันคนละนามสกุลกับเราและคนทั้งกรุ๊ปอีกต่างหาก เลยต้องหาข้อมูลเยอะหน่อย


ที่อยากมาแชร์ในครั้งนี้ เพราะก่อนไป เราได้หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตและพันทิปแล้ว มันดูง่ายมากๆ แต่ที่เราเจอมามันไม่ใช่เลยค่ะ ขนาดเราว่าเราเตรียมตัวมาดีแล้ว ยังเกือบไม่ผ่าน ตม. ค่ะ


ถ้าลองค้นกระทู้พันทิปดู จะเห็นเลยว่าบางคนบอกว่าไม่ต้องเตรียมอะไรเลยก็สามารถไปได้ ผ่านได้ปกติ ตม. ไม่ขอดูอะไรเลย แต่ส่วนใหญ่ก็จะบอกให้เตรียมหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์ไปต่างประเทศที่ออกโดยเขตหรืออำเภอไปด้วย

==================


ก่อนไปนอกจากหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตแล้ว เราก็ได้โทรเช็คกับหน่วยงานภาครัฐหลายๆแห่งเพื่อความแน่นอนอีกครั้ง เพราะเข้าใจดีว่าการพาเด็กไปต่างประเทศโดยที่พ่อแม่เด็กไม่ได้เดินทางไปด้วย มันจะต้องมีเอกสารมากกว่าปกติอยู่แล้ว ไม่งั้นคงลักพาตัวเด็กหรือขายเด็กข้ามประเทศกันสนุกสนาน

เอกสารสำคัญที่ทั้งศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐ 1111 และกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ให้ไปทำก็คือ "หนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์ไปต่างประเทศ" โดยให้พ่อและแม่เด็กไปขอที่เขต (กรณีอยู่ในกรุงเทพ) หรือที่ว่าการอำเภอ (กรณีอยู่ต่างจังหวัด)


ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ หลังจากพ่อแม่ของหลานเราไปทำพาสปอร์ตให้หลานเสร็จ วันเดียวกันก็ไปที่อำเภอต่อทันที หลังจากเล่าเรื่องให้อำเภอฟัง ทางอำเภอก็ออกหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์ไปต่างประเทศมา มีเจ้าหน้าที่รับรองถูกต้องเรียบร้อย


เนื้อหาของหนังสือยินยอมฯที่อำเภอออกให้ค่ะ เป็นแบบนี้เลย 

credit: search from google


คราวนี้พอเราได้มาอ่านตัวหนังสือยินยอมฯแล้ว เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ข้อความมันกว้างมาก ไม่ได้มีการระบุเลยว่ายินยอมให้เดินทางไปประเทศอะไร เมื่อใด และที่สำคัญคือให้อยู่ในความดูแลของใคร

เราเลยโทรเช็คกับทางกรมการกงสุลอีกครั้ง ซึ่งทางกรมการกงสุลก็บอกว่าเนื้อหาดังกล่าวถูกต้องแล้ว เป็นฟอร์มของทางรัฐ และแนะนำให้เราแปลเอกสารนี้เป็นภาษาอังกฤษเพิ่มเผื่อ ตม. ประเทศปลายทางจะขอดู

ตอนแรกเราก็เลยตั้งใจจะแปลเป็นภาษาอังกฤษและให้ทางกรมการกงสุลรับรอง แต่เนื่องจากขั้นตอนในการขอรับรองเอกสารของกรมการกงสุลนั้นค่อนข้างยากลำบาก(มาก) เพราะเราไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ ครั้นจะขอข้อมูลเกี่ยวกับการให้รับรองทางไปรษณีย์เพิ่มเติมก็ไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เลย


ที่สุด เราเลยตัดสินใจโทรไปที่สถานทูตญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศปลายทางในครั้งนี้ว่า ทาง ตม. ขาเข้าประเทศญี่ปุ่นต้องดูเอกสารตัวนี้ด้วยหรือไม่

ทางเจ้าหน้าที่ของสถานทูตญี่ปุ่นได้ชี้แจงว่าจริงๆแล้ว ทางญี่ปุ่นไม่ได้มีข้อกำหนดในการเข้าประเทศว่าเด็กต้องเดินทางกับพ่อแม่หรือคนนามสกุลเดียวกันเท่านั้น และไม่ได้ต้องการเอกสารอะไรเพิ่มเป็นพิเศษ แต่จะดูจากพฤติกรรมมากกว่า ข้อสำคัญคือขอให้สามารถอธิบายหรือตอบคำถามได้ในกรณีที่มีการสอบถามเพิ่มเติมก็พอ
เราเลยตัดสินใจตัดปัญหา ไม่ได้แปลตัวหนังสือยินยอมฯเป็นภาษาอังกฤษค่ะ 

อีกหน่วยงานของรัฐที่เราได้โทรไปเช็คก็คือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ค่ะ เพราะหน้าด่านขาออก เจ้าหน้าที่ที่เราต้องเจอด้วยจริงๆ คือคนนี้
แต่พอโทรไปที่เบอร์กลาง เบอร์กลางได้ให้เบอร์มาอีกเบอร์หนึ่งให้เราสอบถาม แต่พอเราโทรไปตามเบอร์ที่ได้มา ปรากฏว่าไม่มีคนรับสายเลย รอสายอยู่นานมากๆ ที่สุดเลยวางสาย ไม่ได้คุยกับเจ้าหน้าที่

และที่สุดท้ายที่เราได้โทรไปเช็คคือ สายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งเป็นสายการบินที่เราจะใช้บริการในครั้งนี้ เนื่องจากอ่านเจอว่าบางคนมีปัญหาตั้งแต่ตอนเช็คอินกับสายการบิน

ทาง call center ของแอร์เอเชีย ได้อธิบายกับเราว่ากรณีเด็กอายุไม่ถึง 12 ปีจะต้องเดินทางกับผู้ใหญ่ใน booking เดียวกัน ...ซึ่งตรงนี้ ไม่มีปัญหาค่ะ ที่จองไว้เป็น booking เดียวกันอยู่แล้ว


เราได้ถามกับทาง call center ว่าตอนนี้เรามีพาสปอร์ตของเด็กและหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์ไปต่างประเทศที่ออกโดยอำเภอเรียบร้อย แต่หนังสือยินยอมฯนี้ ไม่ได้มีข้อความว่าให้ไปที่ไหน เมื่อไหร่ กับใคร อันนี้คือใช้ได้แล้วใช่มั้ย หรือต้องเตรียมเอกสารอะไรเพิ่มหรือไม่


ถึงตรงนี้ call center บอกให้เรารอสายแล้วหายไปพักหนึ่งค่ะ 

พอกลับมาพนักงานได้แจ้งให้เราเตรียมเอกสารเพิ่ม คือ สำเนาบัตรประชาชนของพ่อและแม่เด็ก และให้พ่อและแม่เด็กเขียนข้อความรับรองว่ายินยอมให้เด็กอยู่ในการดูแลของใคร เดินทางไปประเทศใด ระหว่างวันที่เท่าไหร่ พร้อมทั้งเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง

เราก็เลยได้เตรียมเอกสารเพิ่มตามที่ call center บอก (ซึ่งนี่เป็นเอกสารที่ช่วยชีวิตเราไว้ค่ะ)

พร้อมเตรียมสำเนาสูติบัตรและใบเปลี่ยนชื่อพิ่มด้วย เพื่อเป็นเอกสารยืนยันว่าบุคคลตามสำเนาบัตรประชาชนนั้นเป็นพ่อแม่ของเด็กจริง (ที่ต้องมีใบเปลี่ยนชื่อด้วย เนื่องจากแม่เด็กมีการเปลี่ยนชื่อครั้งนึง ทำให้ชื่อในสูติบัตรไม่ตรงกับสำเนาบัตรประชาชนปัจจุบันค่ะ)

รวมทั้งบอกให้พ่อแม่เด็กเตรียมรับโทรศัพท์ในวันเดินทางด้วย เพราะอ่านเจอหลายเคสที่ ตม. ขอให้โทรหาพ่อแม่เด็ก


==================


วันเดินทาง


ที่เคาน์เตอร์แอร์เอเชีย ตรวจดูเฉพาะพาสปอร์ตอย่างเดียว ไม่ได้มีการขอดูเอกสารใดๆเพิ่มเติมเลยค่ะ ตรงนี้ผ่านได้สบาย ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ


จะมีปัญหาก็ที่ ตม. นี่แหละ


ที่ ตม. เราได้ยื่นเอกสารคือพาสปอร์ตของหลานกับหนังสือยินยอมฯที่เตรียมมาให้เจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่อ่านแค่แวบเดียวแล้วส่งหนังสือยินยอมฯคืนให้เราค่ะ บอกว่าเป็นหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เกี่ยวกับทาง ตม. 

ถึงตรงนี้ งงเลยค่ะ 

ถามมา (น่าจะ) ทุกหน่วยงานบอกให้ใช้หนังสือตัวนี้ (ยกเว้นไม่ได้ถาม ตม. เพราะติดต่อไม่ได้นี่แหละ) 

แต่เนื่องจากเรามีเอกสารเพิ่มเติมที่เตรียมไว้ให้แอร์เอเชียอยู่ เราเลยส่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งปึกเลย


หลังจากเจ้าหน้าที่ได้อ่านแล้ว (นานมากกกกกก) ก็มีสัมภาษณ์อีกนิดหน่อยว่าคนที่สำเนาบัตรประชาชนพ่อแม่เด็กระบุให้เป็นคนดูแลเด็กเป็นอะไรกับเด็ก และให้ถ่ายรูปพร้อมกับเด็กด้วย

สุดท้ายก็ปั๊มยอมให้หลานเราผ่านไปได้ค่ะ
โดยก่อนผ่านไป เจ้าหน้าที่ได้บอกด้วยว่าดีนะที่เตรียมเอกสารนี้มา ถ้าไม่มี ไม่ให้ผ่านแล้ว 

(T^T) ฮือๆ โชคดีจริงๆค่ะ 

นี่ขนาดเราว่าเราเตรียมตัวมาดีแล้ว โทรเช็คกับหน่วยงานหลายแห่งแล้วนะคะ หลานยังเกือบไม่ได้เที่ยวเลย

เรื่องนี้ได้ข้อสรุปว่า ถ้าต้องพาหลานไปต่างประเทศอีกเตรียมไปเถอะค่ะ เอกสารมีอะไรเตรียมไปให้หมด คนอื่นอาจไม่ต้องใช้ แต่เราอาจต้องใช้ค่ะ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ล้วนๆเลย

อันนี้ ไม่ได้ตำหนิเจ้าหน้าที่หรืออะไรนะคะ เพราะส่วนตัวเราก็คิดว่าตัวหนังสือยินยอมฯที่อำเภอออกมาให้เนื้อหามันกว้างไปจริงๆ ดีที่เราเอะใจและแอร์เอเชียก็แนะนำให้เตรียมเพิ่ม ไม่งั้นคงยุ่งกว่านี้ (แค่นี้ก็สงสารคนที่ต่อแถว ตม. แถวเดียวกับเราแล้วค่ะ เพราะใช้เวลานานจริงๆ T^T) เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังค่ะ

==================

ส่วนที่ ตม. ขาเข้าประเทศญี่ปุ่นนั้น ไม่ถามอะไรเลยค่ะ ปั๊มผ่านมาเฉยๆเลยค่ะ

==================

**เพิ่มเติม หลังจากได้อ่านความเห็นของหลายๆท่านใน pantip เราพอจะสรุปได้ว่า เป็นอย่างที่คิดค่ะ ปัญหาคือข้อความของหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์ไปต่างประเทศที่ทางอำเภอออกให้ เพราะหลายๆท่านที่เคยทำหนังสือตัวนี้แล้วออกจากสำนักงานเขตในกรุงเทพฯ จะมีข้อความเพิ่มเติมตอนท้ายว่าให้เด็กอยู่ในความดูแลของใคร ซึ่งคิดว่านี่คือประเด็นสำคัญที่ ตม. จะดู 
ตัวอย่าง >> https://pantip.com/topic/37593518/comment21

ดังนั้น เวลาไปขอหนังสือยินยอมฯ ควรต้องขอให้ทางอำเภอ/สำนักงานเขต เพิ่มเติมข้อความประมาณนี้เข้าไปด้วยค่ะ 


20 เมษายน 2561

ไปญี่ปุ่น...ใช้ INTERNET Sim ค่ายไหนดี? (AIS Sim2Fly/ Dtac Go inter/ True Travel sim)

การใช้งานอินเตอร์เน็ตในทริปญี่ปุ่นก่อนๆหน้านี้ เราจะใช้เป็น pocket wifi ซะส่วนใหญ่ 
แต่ pocket wifi มีข้อเสียคือต้องแบกตัวปล่อยสัญญาณ wifi อีกเครื่องหนึ่ง ทำให้กระเป๋าหนักขึ้น (จากที่ก็หนักมากอยู่แล้ว) และผู้ร่วมทริปจะต้องอยู่ด้วยกันถึงจะเล่นได้ ถ้าแยกกันไปคือจบเลย เลยไม่สะดวกเท่าไหร่นัก

พอมาตอนนี้ค่ายมือถือในไทยออกตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าออกมาอย่าง internet sim เพื่อไปใช้งานต่างประเทศ เราก็ต้องลองค่ะ 
ไม่ต้องรับภาระอุปกรณ์เพิ่ม เล่นอินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลาแบบของใครของมัน แยกกันไปได้ และที่สำคัญราคาไม่แพง จัดไปอย่าให้เสียค่าาา


ตอนนี้ทั้ง 3 ค่ายมือถือใหญ่ในไทย ทุกค่ายก็ออก Internet sim มาแล้วทั้ง 3 ค่ายเลย


AIS Sim2fly http://www.ais.co.th/roaming/sim2fly/




Dtac Go Inter https://www.dtac.co.th/gointer/



True Travel sim http://truemoveh.truecorp.co.th/international_service/travelling_abroad

ในที่นี้ เราจะขอพูดถึงการใช้งานที่ "ประเทศญี่ปุ่น" เท่านั้นนะคะ

ประเทศอื่นๆ ลองเช็คดูอีกทีว่าค่ายไหนรองรับบ้างและในแพ็คเกจราคาเท่าไหร่

สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้น ใน 3 ค่ายนี้ ให้ตัด true travel sim ออกก่อนเลยเป็นอันแรกค่ะ เนื่องจากตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไป ทรูมีการปรับแพ็คเกจของประเทศญี่ปุ่นจาก Travel sim Asia 399 บาท ไปเป็น Travel sim world 899 บาท ทำให้แพงกว่าค่ายอีก 2 ค่ายอย่างชัดเจน


*** dtac Go Inter เองก่อนหน้านี้ ช่วงประมาณเดือนธันวาคม 2560 ก็ได้ประกาศว่าไม่สามารถใช้งานญี่ปุ่นได้เช่นเดียวกับ true (เดาว่าน่าจะเกี่ยวกับข้อตกลงของทางค่าย NTT Docomo ที่ญี่ปุ่น เพราะเดิมทั้ง true และ dtac จับสัญญาณค่ายนี้ทั้งคู่ค่ะ) แต่ล่าสุดเมษายน 2561 dtac กลับมาใช้งานที่ญี่ปุ่นได้แล้ว โดยจับสัญญาณกับทาง Softbank เช่นเดียวกับ AIS


อัพเดท กันยายน 2561 dtac go inter กลับมาจับสัญญาณของ NTT Docomo แล้วค่ะ

ส่วนระหว่าง AIS sim2fly กับ dtac go inter เงื่อนไขหลักๆ ตอนนี้ยังกับลอกกันมา แต่จุดตัดสำคัญน่าจะอยู่ที่จำนวนวันที่ต้องการใช้งานค่ะ


❈ แพ็คเกจการใช้งานงานอินเตอร์เน็ตทั้งสองค่ายเป็นแบบ non-stop 4GB หลังครบ 4 GB จะปรับความเร็วลงเป็น 128 Kbps เหมือนกันเป๊ะ


❈ ราคาเท่ากันเป๊ะๆ คือ 399 บาท

❈ จับสัญญาณ Softbank ทั้งสองค่าย
อัพเดท กันยายน 2561 
AIS Sim2fly จับสัญญาณของ Softbank
dtac go inter จับสัญญาณของ NTT Docomo 

❈ การนับระยะเวลาจะนับแบบ 24 ชั่วโมงเหมือนกันทั้งสองค่าย 

❈ จำนวนวัน
เริ่มต้น
AIS ใช้งานได้ที่ 8 วัน 
dtac ใช้งานได้ที่ 10 วัน

ถ้าเกินกว่านี้ ในส่วนของแพ็คเกจเสริม
AIS มีแพ็คเกจเสริม 2 แบบ คือ 
(1) แบบ 2 วัน 1 GB ราคา 119 บาท
(2) แบบ 8 วัน 4 GB ราคา 349 ลดเหลือ 299 บาท 
ส่วน dtac จะไม่มีแพ็คเกจเสริมค่ะ แต่มีคำแนะนำในหน้าเว็บว่า ถ้าไป 15 วัน ให้ซื้อไป 2 ซิม (อย่างนี้ก็ได้เหรอ?!?) 

ถ้าใครไปต่างประเทศบ่อยๆ ไม่อยากซื้อซิมทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ แนะนำ sim2fly เลยค่ะ เพราะสามารถเติมเงินเพื่อยืดอายุซิมได้ แล้วพอจะนำไปใช้งานในต่างประเทศอีกครั้งก็แค่สมัครแพ็คเกจเพิ่มเท่านั้นเอง


❈ การใช้งานโทรศัพท์

กรณีมีการใช้งานโทรศัพท์ด้วย ทั้งการรับสาย โทรกลับไทย โทรในญี่ปุ่น ค่าบริการของ AIS จะถูกกว่า dtac อย่างมีนัยสำคัญ (อัตราค่าโทรต่อนาที AIS อยู่ที่ 6 บาท dtac อยู่ที่ 26 บาทค่ะ)
เพราะฉะนั้นถ้าจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ด้วย ไป AIS เลยค่ะ 

***แต่ถ้าใครใช้เบอร์ไทยเป็นของ dtac แล้วต้องการใช้งานโทรศัพท์ เราจะมีทางเลือกอีกทางให้ โดยสามารถใช้งานเบอร์เดิมของเราได้เลย แม้ว่าโทรศัพท์จะไม่ได้ใส่ซิมเดิมของเราอยู่ก็ตาม 
>> http://pptalkative.blogspot.com/2018/06/dtac-call.html

❈ Call center ขณะอยู่ต่างประเทศ
dtac call center ขณะอยู่ต่างประเทศ โทรฟรี 24 ชั่วโมง เบอร์ +66 2-202-8100

ส่วน AIS เดิมไม่มีเบอร์ฟรีค่ะ เสียตังค์อย่างเดียว (ซึ่งมันไม่โอเคมาก คนบ่นกันเยอะมาก เพราะคนที่ต้องติดต่อ call center ในต่างประเทศส่วนใหญ่ก็คือคนที่ไม่สามารถใช้งานซิมที่ซื้อไปได้ แล้วนอกจากซิมที่เสียเงินซื้อไปใช้งานไม่ได้แล้ว ยังต้องเสียเงินโทรหา call center เพื่อหาทางแก้ไขเองอีกต่างหาก)
แต่ล่าสุดสดๆร้อนๆ ฟรีแล้วค่าาาา ในที่สุดคำคอมเพลนก็ไปถึงหู AIS จนได้ 
AIS call center ขณะอยู่ต่างประเทศ เบอร์ +66 2-271-9000 
** เนื่องจากเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ในแพ็คเกจ Sim2Fly บางอันจะแจ้งว่ามีค่าบริการอยู่ แต่จริงๆคือโทรได้ฟรีแล้วค่ะ

❈ สถานที่ซื้อซิม
สามารถเช็คศูนย์บริการที่มีจำหน่ายได้จาก website ด้านบนเลยค่ะ

(เดิมของ AIS จะหาซื้อง่ายกว่าของ dtac ค่ะ แต่ปัจจุบัน หาซื้อได้ไม่ยากทั้งคู่แล้วค่ะ)

ทั้งนี้ จากประสบการณ์ ถ้าเตรียมไปได้ก่อนก็เตรียมไปก่อนนะคะ อย่าไปหวังซื้อที่สนามบิน เพราะทริปฮ่องกงเมื่อปลายปีก่อนโน่น เราไปซื้อ sim2fly ของ AIS ที่สนามบินสุวรรณภูมิ รอนานมากกกกกก คิวยาวมากทั้งคนไทยและต่างชาติ เข็ดเลยค่ะ

❈ อุปกรณ์เสริมอื่นๆ
ทั้งสองค่าย มีที่จิ้มซิมแถมมาให้ด้วยค่ะ สะดวกดี แต่ที่จิ้มซิมของฝั่ง dtac ดูคุณภาพดีกว่าของ AIS อยู่มาก (แต่ใช้งานได้ทั้งคู่ค่ะ ไม่ได้มีผลต่อการใช้งาน) 
เพิ่มเติมคือ dtac จะมีซองเล็กๆ สำหรับใส่ที่จิ้มซิมและใส่ซิมได้อีก 2 ช่องให้ด้วย ซึ่งชอบค่ะได้ใช้ประโยชน์จริง

อันนี้เป็นหน้าตาของ dtac go inter ที่ใช้ในทริปปลายปีที่แล้ว ตอนนั้นจะมีแถมซองซิปใสให้ด้วย แต่เข้าใจว่าตอนนี้ไม่มีแล้วค่ะ 

❈ ในส่วนของการใช้งานจริง เราเคยใช้งานทั้งของ dtac go inter (ตอนปลายปีที่แล้วที่ยังจับสัญญาณกับ NTT Docomo) และ AIS sim2fly (ล่าสุดคือเมษายนปีนี้) สามารถใช้งานได้ดีค่ะ ไม่ได้มีปัญหาอะไร มีช่วงรถไฟวิ่งเร็วๆหรือเข้าอุโมงค์ ขึ้น no service เป็นระยะท้ังสองค่ายค่ะ

[แต่เดิม ถ้าออกไปนอกเมืองมากๆ สัญญาณฝั่ง NTT Docomo เหนือกว่าฝั่ง Softbank อยู่นิดหน่อยค่ะ ไม่มีนัยสำคัญอะไร แต่เนื่องจากตอนนี้ทั้งสองค่ายมาจับสัญญาณ Softbank เหมือนกัน เรื่องนี้ก็ตกไปค่ะ]


สรุปว่า
ใครมีความจำเป็นต้องใช้งานโทรศัพท์ร่วมด้วย ไป AIS ค่ะ อัตราค่ารับสายและโทรออกของ sim2fly ถูกกว่าฝั่ง dtac do inter มาก 
ส่วนใครที่ไม่ได้ต้องการใช้งานโทรศัพท์จากตัว internet sim เช่น อาจไม่ต้องการใช้งานโทรศัพท์เลย หรือมีวิธีการอื่นในการใช้โทรศัพท์แทนที่จะโทรจากตัว internet sim ให้ดูจำนวนวันที่เดินทางท่องเที่ยวเป็นหลักค่ะ 
ถ้าไปไม่เกิน 8 วัน เลือกเอาได้ตามสะดวกเลยค่ะว่าอยากใช้ค่ายไหน
ถ้าไป 9-10 วัน ไป dtac ค่ะ 
ถ้าไปเกินจากนี้ ลองคำนวณเองกันอีกทีนะคะ เช่น ไป 15 วันอาจใช้เป็น sim2fly ร่วมกับแพ็คเกจเสริม 8 วัน แบบนี้จะถูกกว่าใช้ dtac go inter 2 ซิมค่ะ

กรณีเดินทางต่างประเทศเป็นประจำ แนะนำให้มี sim2fly เก็บไว้สักอัน แล้วคอยเติมเงินไม่ให้ซิมขาด พอจะใช้งานในต่างประเทศก็สามารถซื้อแพ็คเกจเสริมได้เลย ไม่ต้องเสียเงินค่าซิมใหม่ทุกครั้งค่ะ



Kansai-Hokuriku Trip 2017

ทริปนี้เป็นอีกทริปที่เกิดขึ้นแบบราบรื่นมาก ผู้ร่วมทริปแต่ละนางใจง่ายกันมาก พูดกันไม่กี่ประโยค จัดการจองตั๋วและวางแผนเสร็จในพริบตา (ความราบรื่นตอนวางแผนนี้ผิดกับตอนไปจริงลิบลับ ตอนไปจริง อุปสรรคเยอะมากกกกก เป็นการเที่ยวที่ตรากตรำที่สุดเท่าที่เคยไปญี่ปุ่นมา)

สำหรับทริปนี้ เรามีจุดหมายค่อนข้างชัดเจนว่าอยากไปเมือง Kanazawa ซึ่งเพื่อนร่วมทริปก็อยากไป Shirakawago อยู่เหมือนกัน เลยปักหมุดที่ 2 เมืองนี้เป็นแห่งแรก

การเดินทางไปสองเมืองนี้ จริงๆแล้วสนามบินที่ใกล้ที่สุดคือ สนามบินนาโกย่า 
แต่ทริปนี้ เราจองตั๋วโปรโมชั่นของสายการบิน ThaiAirAsia X ซึ่งมีไปลงแค่ที่สนามบินนาริตะ (โตเกียว) และสนามบินคันไซ (โอซาก้า) ทำให้ต้องเลือกระหว่างสองสนามบินนี้ 
และด้วยความที่เพื่อนร่วมทริปของเราเคยไปโซนคันโตมาแล้ว ครั้งนี้เลยขอรีเควสไปโซนคันไซบ้าง 
ประกอบกับพาสในการเดินทางของโซนนี้มักจะควบโซนคันไซมากกว่าทางคันโต เลยเลือกลงที่โอซาก้าค่ะ

ทริปนี้มีเวลาเที่ยวทั้งหมด 7 วันเต็ม

ขั้นต้นวางไว้ว่า Kanazawa 1-1 1/2 วัน
Shirakawaga 1/2 - 1 วัน

นอกนั้นรอความเห็นเพื่อนร่วมทริปคนอื่นๆ 
ซึ่งทุกคนก็ไปทำการบ้านกันมาว่าอยากไปไหน แล้วมาคุยกัน ปรับกันตามความเหมาะสมของเวลาอีกที
ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปประมาณนี้
Koyasan 1 วัน
Uji 1/2 วัน
USJ 1 วัน
Arashiyama
Fushimi Inari
Kaiyukan
Sumiyashi Taisha
Kifune / Ohara
สังเกตว่าเที่ยวในโอซาก้าน้อยมาก ออกนอกโอซาก้ากันตลอด

พอได้สถานที่ที่จะไปมาคร่าวๆแล้ว ก็มาเลือกพาสกันค่ะ


สำหรับพาสจาก Kansai ไปโซน Hokuriku ได้มีอยู่ 2 พาสที่น่าสนใจ คือ

(A) Takayama-Hokuriku Area Tourist Pass ราคา 14,000 เยน ใช้ได้ 5 วัน(ติดต่อกัน)
(B) Kansai-Hokuriku Area Pass (KHAP) ราคา 15,000 เยน ใช้ได้ 7 วัน(ติดต่อกัน)

ทั้ง 2 อัน เป็นพาสสำหรับใช้กับรถไฟของ JR สามารถใช้ครอบคลุม สนามบิน-โอซาก้า-เกียวโต เรื่อยไปจนถึงโซน Hokuriku (Kanazawa-Shirakawago)

ความแตกต่างของ 2 พาสนี้ นอกจากราคาและระยะเวลา คือ area ของพาส 


Takayama-Hokuriku Area Tourist Pass
Kansai-Hokuriku Area Pass

พาส (B) จะครอบคลุมโซน Kansai มากกว่า ไป Himeji Kobe Nara Wakayama Tottori ได้ ในขณะที่พาส (A) ใช้ได้แค่เส้นสนามบินเข้าโอซาก้า, loop line ในตัวเมืองโอซาก้า, แล้วก็จากโอซาก้ายาวไปทาง Kanazawa เลย จะใช้ในเมืองโตเกียว เช่น JR ไป Arashiyama หรือ Uji ไม่ได้เลย

แต่พาส (A) จะครอบคลุมทาง Takayama ด้วย ส่วนพาส (B) จะถึงแค่ Kanazawa ค่ะ ถ้าใครจะไปทาง Takayama ด้วย เลือกพาส (A) แบบไม่ต้องคิดเลยค่ะ

และพาส (A) จะครอบคลุม รถบัสไป-กลับระหว่าง Kanazawa-Shirakawago (ราคา 3700 เยน) ในขณะที่พาส (B) จะไม่ครอบคลุมในส่วนนี้

*** พาส (A) ต้องซื้อไปจากเมืองไทยและไปแลกพาสที่โน่น (ไม่มีขายที่ญี่ปุ่น) ส่วนพาส (B) มีขายที่ญี่ปุ่น แต่ควรจองจากเมืองไทยไปก่อนเช่นกัน เพราะจะได้ราคาถูกกว่าไปซื้อที่โน่นเลย

จากสถานที่ที่เราจะไป จริงๆ พอลองคำนวณค่าเดินทางแล้ว ต่างกันน้อยมาก
แต่สุดท้ายเลือกใช้ Takayama-Hokuriku Area Tourist Pass (พาส (A)) ร่วมกับ Kansai Thru Pass แบบ 2 วัน เพราะ Kansai Thur Pass ใช้งานได้ครอบคลุม Kifune กับ Koyasan แบบกินขาดฝั่ง JR มากๆ

สรุปแพลนที่เราจะไปกัน


Hotelby
sat28/10/2017BKK - KIXOsakaBus14.50 - 10.40
1sun29/10/2017Kyoto; Kifune -Higashiyama -NambaOsakaKTP 1
2mon30/10/2017KoyasanOsakaKTP 2
3tue31/10/2017USJOsaka Pass 1* Halloween
4wed01/11/2017Kyoto; Arashiyama -Fushimi Inari -Uji -KanazawaKanazawaPass 2
5thu02/11/2017Shirakawago-Kanazawa; 21th Century Museum -Higashi ChayaKanazawaPass 3
6fri03/11/2017Kanazawa; Ninjadera -Kenrokuen -Kanazawa CastleOsakaPass 4*วันวัฒนธรรม วันหยุดราชการ
7sat04/11/2017Osaka; Sumiyoshi Taisha -Kaiyukan -Osaka Castle -Rinku town outlet -KIXTAAXPass 5 +
Kaiyukan city plan
sun05/11/2017KIX - BKK00.10 - 04.00

สำหรับที่พักนั้น รอบนี้เราเลือกกันที่ย่าน Osaka (Umeda) เพราะเป็นจุดที่เป็นชุมทางของรถไฟทั้งของฝั่ง JR และเอกชน สามารถต่อรถไปเมืองอื่นได้ง่าย และมีรถบัสสนามบินไปถึงได้ (เผื่อขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้ายเข้าเมืองไม่ทัน)
โรงแรมที่เราจะพักที่โอซาก้าคือ โรงแรม Hotel Kinki 
ส่วนที่ Kanazawa คือโรงแรม HOTEL MYSTAYS Kanazawa Castle
ซึ่งเดี๋ยวถ้ามีเวลาจะมาทำ Review ทั้งสองโรงแรมอีกครั้งหนึ่งค่ะ 

สรุปข้อมูลคร่าวๆและค่าใช้จ่ายของทริปนี้

สมาชิกร่วมทริป : 4 คนถ้วน
วันที่เดินทาง : วันที่ 28 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2560 (เที่ยว 7 วันเต็ม) 
สถานที่ : Osaka, Kyoto, Koyasan, Kanazawa, Shirakawago
โดยสายการบินไทยแอร์เอเชียเอ๊กซ์ TAAX (BKK - KIX (Osaka) - BKK)
ค่าใช้จ่าย : 38,xxx บาทต่อคน (ไม่รวม shopping)
แยกรายละเอียดได้ ดังนี้
> แอร์เอเชีย 9261 บาท           
     - ค่าตั๋วเครื่องบิน 7150 บาท          
     - adds-on 2111 บาท (น้ำหนักกระเป๋า ขาไป 15 kg ขากลับ 25 kg + อาหารขาไป)
> Internet sim 399 บาท (AIS sim2Fly / dtac go inter)
> ประกันภัยการเดินทาง 474 บาท (แถมบัตร Starbucks 150 บาท) ของ Cigna
> ค่าที่พัก 7 คืน 8868 บาท
> ค่าพาสและการเดินทางต่างๆประมาณ 7000 บาท
> ค่าตั๋ว USJ 2200 บาท
> ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ และค่าอาหาร ขนม ตลอดทริป รวมประมาณ 10,000 บาท 
(อัตราเงินเยนตอนที่แลกคือ 100 เยน = 30.56 บาท)